Monday, 18 January 2016

Yangoon-Bago 2016





บันทึกการเดินทางครั้งนี้ เป็นทริปส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ บังเอิญได้ตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักราคาถูก จึงไม่รอช้ารีบชักชวนสมัครพรรคพวกมาเคาท์ดาว์นกันที่ย่างกุ้ง

เราออกเดินทางกันวันที่ 31 ธค. 2015 วันสุดท้ายของปี 2015 เนื่องจากย่างกุ้งมากันหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่4  เราจึงมาแบบไม่ง้อทัวร์หรือไกด์ท้องถิ่น แต่ใช้บริการอากู๋หรือ Googlemap ในการกำหนดจุดการเดินทางท่องเที่ยว และ เรียกแท๊กซี่พาไปส่ง

เรามาถึงสนามบินย่างกุ้งเมื่อเวลา 8.04 น.  เมื่อรับกระเป๋าและผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว เราก็ใช้บริการรถลีมูซีนของสนามบินมาส่งที่โรงแรม  โดยเราเลือกพักที่ Chit Sayar Hotel กลางไชน่าทาว์น เพื่อสะดวกต่อการหาอาหารการกินได้อย่างไม่ยุ่งยากนัก

สภาพถนนในย่างกุ้ง การจารจรค่อนข้างติดขัดเป็นอย่างมาก  รถยนต์ใหม่มีมากมายแทนที่รถยนต์เก่าแก่ที่หายไปเกือบหมดถนน ความเจริญของเมืองย่างกุ้ง เป็นไปอย่างก้าวกระโดด ตึกรามบ้านช่องแบบตึกสูงผุดขึ้นมากมาย  การแต่งกายของผู้คนเริ่มแต่งกายตามตะวันตกกันมากขึ้น

หลังจากเช็คอินเข้าที่พัก ก่อนจะไปไหนก็ต้องหาอาหารใส่ท้องก่อน หลังจากเดินสำรวจร้านอาหารที่น่าจะพอทานได้ ก็ได้ร้านข้าวหน้าเป็ดในละแวกนั้นทานกัน

ทริปในวันนี้ ตั้งใจว่าจะไป กาบาเอ และ วัดพระนอน เย็นๆค่อยขึ้นไปเก็บแสงเย็นบน ชเวดากอง

เจดีย์กาบาเอ (KaBa Aye Pagoda)  ถูกสร้างขึ้นในปี 1952  โดยนายอนุ นายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่า เพื่อใช้เป็นสถานที่ชำระพระไตรปีฎก และเพื่อให้บังเกิดสันติภาพขึ้นในโลก  ภายในเจดีย์ทรงกลมเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิธาตุของพระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องซ้ายและขวาของพระพุทธเจ้า

เมื่อรถแท๊กซี่ได้พาพวกเรามาส่งถืงบันไดทางเข้าวัด เราก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบของการเข้าวัดในพม่าอย่างเคร่งครัด คือ ต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า ออกให้หมด และเดินเท้าเปล่าเข้าในวัด สองข้างทางไปยังเจดีย์จะมีร้านค้าตลอดสองข้าง

พอเห็นร้านค้าริมทาง พลันเราก็เกิดระลึกชาติได้ ว่าตอนมาย่างกุ้งครั้งแรกเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ไกด์ท้องถิ่นได้พามาวัดนี้แล้ว และ ยังพามาดูหมอดูในร้านริมทางนี้ด้วย  ตอนนั้นเสียค่าดูหมอไป 50 กว่าบาท จำไม่ได้แล้วว่าเป็นเงินจั๊ดเท่าไหร่  หมอทายว่าจะโชคดีมาก จะได้รับมรดกก้อนใหญ่ เรายังเถึยงหมอไปว่าคงไม่มีมรดกที่ไหนหรอกนะ เพราะพ่อตายไปหลายปีแล้ว แต่หมอก็ยังยืนยันว่าจะโชคดีได้ลาภก้อนใหญ่ ก่อนจากกันหมอได้ให้เลขเด็ด จำได้ว่า 2,6  กลับมาก็เลยลองซื้อล๊อตเตอรีไว้ชุดหนึ่งประมาณ 5 ใบ ตอนออกรางวัลเราก็ตรวจแต่เลขท้าย 26 ไม่ถูก แป่ว....  แต่ก่อนทิ้งลงถังขยะ ขอตรวจรางวัลอื่น ปรากฏว่าถูกรางวัลที่5  งวดนั้นรับเงินได้มาประมาณ ห้าหมื่นบาท  แม่นจริงๆ เพราะถ้าเทียบค่าเงินของทางพม่าเมื่อ 10 ปีก่อนที่พึ่งเปิดประเทศใหม่ๆ เงินห้าหมื่นบาทของเรามากมายจริงๆสำหรับที่นี่





ครั้งนี้เลขชวนพรรคพวก แวะดูหมอกันเหอะ  ส่วนคนที่ไม่ดูก็เดินเข้าวัด นัดพบกันหน้าวัด  เดินเลือกร้านหมอดู ส่วนใหญ่จะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ สื่อสารกันไม่ได้  แต่ในที่สุดก็ได้ร้านหนึ่ง พ่อหมอสามารถสื่อสารกับพวกเราได้ บังเอิญช่วงนั้นไฟฟ้าดับ พ่อหมอจุดเทียนรับแขก ดูขลังไปอีกแบบ







หลังจากถามวันเดือนปีเกิดแล้ว  พ่อหมอก็เปิดปฏิทินโหรและโน๊ตบุ๊ค เพื่อผูกดวง (ทันสมัยซะด้วย) และดูลายมือประกอบด้วย  ขอบอกว่า พ่อหมอดูเป็นเรื่องเป็นราวน่าเชื่อถือมากๆ  ค่าดูคนละ 5,000 จั๊ด ถือว่าไม่แพงเลย  และให้เลขเด็ดมาคนละชุด



ดูดวงเสร็จ ออกมาหน้าร้าน เจอพวกเราออกมาพอดี เลยอดเข้าไปดูข้างใน

ออกจากที่ กาบาเอ  พวกเราเรียกแท๊กซี่ไปที่วัดพระนอน วัดเจ้าทัตจี Chauk Gyi Pagoda หรือ พระตาหวาน เป็นพระพุทธรูปปาง ไสยาสนสูง 6 ชั้น ที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1966 แทนองค์เดิมที่เคยสร้างขึ้นในปี 1907 โดยมีโครงเหล็กความยาว 65 เมตร กั้น และหลังคาคลุมถึง 6 ชั้น พระนอนองค์นี้มีขนาดใหญ่กว่าพระนอนชเวตาเลียวที่เมืองหงสาวดี

ลักษณะเด่นขององค์พระพุทธไสยาสน์เจ๊าทัตจี นอกจากจนาดใหญ่โตแล้ว ยังมีลักษณะเด่นอีกหลายจุดที่แตกต่าง จากพระนอนองค์อื่นๆ ทั่วไป คือ ดวงตาที่ดูใสเป็นประกาย ประกอบกับขนตาที่ดูงอนยาวงดงามรับกับดวงตา พระพักตร์ ที่ดูยิ้มแย้มมีความสุข และเปี่ยมด้วยความเมตตา จนนักท่องเที่ยวชาวไทยเรียกกันติดปากว่า “พระนอนตาหวาน” โดย ดวงตาขององค์พระนอนนั้น ทำจากแก้วซึ่งสั่งพิเศษจากต่างประเทศญี่ปุ่น เปลือกพระเนตรระบายด้วยสีฟ้า พระพักตร์ทาสี ขาวแต้มสีแดงที่พระโอษฐ์ รายละเอียดของพระจีวรสร้างให้ดูมีความพลิ้วไหวสมจริง หากคุณเดินมายังปลายสุดพระบาท คุณจะสะดุดตากับภาพวาดมงคล ซึ่งประกอบด้วยลายลักษณธรรมจักร บริเวณกลางฝ่าพระบาทและล้อมด้วย รูปมงคล 108 ประการ












ออกจากวัดพระนอน  บ่ายมากแล้ว แน่นอนการมาย่างกุ้งทุกคน ไม่ว่าคนพม่าหรือนักท่องเที่ยว ต่างก็ต้องมาที่ ชเวดากอง คนพม่ามาเพื่อสวดมนต์บูชา ส่วนนักท่องเที่ยวบางคนก็มาแสวงบุญสวดมนต์ แต่ส่วนใหญ่มาเพื่อชมความยิ่งใหญ่ของเจดีย์ทอง ที่ว่ากันว่า ทองที่หุ้มพระเจดีย์นำมาจากการเผาทำลายวัดในกรุงศรีอยุธยาและลอกทองมาสร้างเจดีย์ชเวดากองแห่งนี้

พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเชียงกุตระ เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า โดยชื่อ "ชเว" หมายถึง ทอง "ดากอง" นั้นเป็นชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง เชื่อกันว่าเป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้น บนยอดสุดของพระเจดีย์ มีเพชรอยู่ 5,448 เม็ด ชั้นข้างบนสุดมีเพชรเม็ดใหญ่อยู่ 76 กะรัต และทับทิม 2,317 เม็ด มีมรกตเม็ดใหญ่อยู่ตรงกลาง เพื่อรับลำแสงแรกและลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ ผู้ที่เข้ามานมัสการหรือเยี่ยมชมจะต้อง ถอดรองเท้าทุกครั้ง

สำหรับชื่อเจดีย์ชเวดากอง มาจากคำว่า ชเว แปลว่าทอง ส่วนคำว่า ดากอง คือชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง ซึ่งตรงกับลักษณะ เด่นขององค์เจดีย์ที่เป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำล้อมรอบไปด้วยเจดีย์สถูปบริวาร 68 องค์ และภายนอกขององค์เจดีย์ใช้ แผ่นทองหุ้มเอาไว้มากถึง 8,688 แผ่น น้ำหนักทองคำรวมประมาณ 3 ตัน ส่วนสาเหตุของการนำทองมาปิดองค์เจดีย์เพราะ กษัตริย์พม่าในอดีต เชื่อกันว่าการถวายทองคำจะทำให้ชีวิตละบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ซึ่งเชื่อกันว่าทองคำที่ใช้หุ้ม เจดีย์ชเวดากองมีจำนวนมากกว่าปริมาณทองคำในธนาคารแห่งชาติอังกฤษเสียอีก ส่วนยอดประดับด้วยเพชร 5,448 เม็ด โดยเฉพาะชั้นบนสุดจะมีเพชรขนาด 76 กะรัตประดับอยู่ รวมถึง ทับทิม ไพลิน และบุษราคัมอีก 2,317 เม็ด ทั้งหมดนี้ ประดับอยู่บนยอดฉัตรสูง 10 เมตร นอกจากองค์เจดีย์ชเวดากองแล้ว บริเวณส่วนฐานของเจดีย์ยังล้อมรอบด้วยสิ่งปลูก สร้างกว่า 100 หลัง ทั้งสถูปบริวาร วิหารทิศ วิหารราย ศาลาอำนวยการ พระพุทธรูปศิลปะพม่า และสิ่งที่น่าสนใจอีก หลายแห่ง เช่น วิหารพระโกนาคมพุทธเจ้า ระฆังมหาคันธะ ต้นพระศรีมหาโพธิ์จากอินเดีย และลานบรรลุคำอธิฐาน

เราเสียค่าเข้าคนละ 5 ดอลลาร์ เราจึงใช้ให้คุ้มคืออยู่บนชเวดากอง  ตั้งแต่บ่ายแก่ จนตะวันตกดินแสงสุดท้ายหายลับ จึงกลับ













วันนี้ ฟ้าเป็นใจสวยใส มีริ้วเมฆ ด้วย















ก่อนกลับก็ขอชักภาพหมู่กันซะหน่อย

มื้อเย็นเราเดินชมตลาดโต้รุ่งหน้าโรงแรมนี่เอง มีอาหารให้เลือกเยอะแยะ ทั้งหาบเร่แผงลอย จนถึงร้านอาหาร  ผัก ผลไม้ มีมากมายเหมือนเมืองไทย รวมถึงทุเรียนด้วย  เราเลือกร้านปิ้งย่างทานกัน และ เหล่ร้านนมสดต้มในกะทะใหญ่ร้อนๆ คล้ายที่อินเดีย แต่ที่นี่จะนั่งล้อมวงกันโต๊ะตัวเล็กเตี้ย เก้าอี้ตัวเล็กแบบเก้าอีซักผ้านบ้านเรา  นมอุ่นๆรสชาดใช้ได้ เราเลยใช้บริการทุกคืนหลังทานอาหารจะแวะมานั่ง ดื่มนมร้อนๆกันที่ร้านนี้




เป็นที่น่าสังเกตว่า  เมื่อก่อนครั้งกะโน้นที่มาย่างกุ้ง  จะพบร้านประเภทนี้ริมฟุตบาทเรียกว่า ร้านน้ำชา จะมีแต่ผู้ชายชาวพม่ามานั่งดื่มชาและคุยกัน ไม่มี ผู้หญิงและเด็กเลย แต่ครั้งนี้ มีทุกวัย เด็กๆมากันเป็นกลุ่มมานั่งดื่มนมอุ่น หรือ พ่อแม่พาลูกเล็กๆมานั่งดื่มนม  ประเพณีเปลี่ยนรูปแบบไปตามวัฒนธรรมต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว





เป็นการเลี้ยงฉลองส่งท้ายปีเก่าแบบเรียบง่ายจริงๆ  ทานเสร็จก็แยกย้ายเข้าห้องนอน ไม่ได้ไปดูการเฉลิมฉลองที่ไหนเลย  แต่เค้าก็มีการจัดเคาท์ดาว์นกันแน่ๆเพราะได้ยินเสียงพลุเสียงประทัดจนถึงเที่ยงคืน

เช้าวันนี้ เรามีโปรแกรมจะไปเมืองหงสาวดี หรือ พะโค หรือ Bago  ตอนนั่งรถจากสนามบิน ได้คุยกับคนขับรถ เนื่องจากเห็นว่าขับรถสุภาพและอัธยาศัยดี เราเลยว่าจ้างเหมาให้พาไปเที่ยว Bago นัดหมายให้มารับที่หน้าโรงแรมตอน 6.00 น. พร้อมสั่งให้เช็ดกระจกรถให้สะอาดใสปิ้ง เพื่อเราจะได้ถ่ายรูปสวยๆได้





จุดแรกของวันนี้ โชเฟอร์ แวะที่สุสาน Htauk Kyant War Memorial Cemetery  เราไม่ทราบประวัติความเป็นมา แต่ลักษณะสุสานเหมือนสุสานฝรั่ง หรือ สุสานทหารนิรนามที่เมืองกาญจน์ แวะเก็บภาพกันเล็กน้อย







ถึงเมืองหงสาวดี ที่แรกที่เราแวะคือ วัดไจปุ้น พระเจดีย์ที่มีพระ 4 ทิศ พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ 4 องค์ สูง 30 เมตร อายุกว่า 500 ปี หันพระพักตร์ไปยัง 4 ทิศ สร้างขึ้นโดย 4 สาวพี่น้อง ที่อุทิศตนแด่พุทธศาสนา จึงสร้างพระพุทธรูปแทนตนเอง และได้สาบานไว้ว่าจะไม่ข้องแวะกับบุรุษเพศ

พวกเราเป็นนักท่องเที่ยวชุดแรกที่มาถึง ท้องฟ้าสดใส








ไฮไลท์ของเราที่หนึ่งคือ ตลาดเช้า เพื่อเก็บภาพคนพม่าแบบไลฟ์สไตล์ธรรมชาติ โชเฟอร์พาพวกเราไปตลาดใหญ่เมืองพะโค  เป็นตลาดใหญ่ ผู้คนพลุกพล่าน



  



  

  




พอหอมปากหอมคอที่ตลาด ระหว่างรอรถมารับ ได้ของแถมคนทอดแหจับปลาใต้สะพาน





ที่ต่อไปคือ วัดไจ้คะวาย เป็นวัดที่เหมือนวิทยาลัยสงฆ์ เป็นที่พระและเณร มาศึกษาพระธรรมวินัยกัน ที่นี่มีพระและเณรมากถึง 400 รูป  และดูเหมือนจะกลายเป็นสถานที่ท้อปฮิตของทัวร์ไทยด้วย เพราะระหว่างรอถ่ายพระตั้งแถวเพื่อเข้าฉันเพล จะพบกลุ่มทัวร์ไทยไม่น้อยกว่า 5 กลุ่ม มาดักรอตักบาตรและถวายของ




  






วัดพระนอน Shwe Thar Lyaing หรือพระนอนชเวตาเลียว เป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์อันดับสองของเมืองหงสาวดี รองจากพระมหาธาตุมุเตา และเป็นพระพุทธไสยาสน์ที่มีความยาว 181 ฟุต สูง 50 ฟุต มีพุทธลักษณะแตกต่างจากของไทยโดยเฉพาะที่พระบาท ที่จะไม่ตั้งชิดกัน แต่จะเกยกันเหมือนลักษณะของคนจริง ๆด้านหลังพระพุทธไสยาสน์ จะมีรูปภาพเล่าเรื่องราวประวัติการสร้างไว้


  




ข้ามไปนิด ก่อนจะถึงวัดพระนอนชเวตาเหลียว มีพระนอนที่สร้างใหม่ อยู่กลางแจ้ง อีกองค์หนึ่ง






ที่สุดท้ายในเมืองหงสาวดี คือ พระธาตุมุเตา หรือ ชเวมอดอร์  พระเจดีย์ที่สุงที่สุดในหงสาวดี เราไปถึง องค์พระเจดีย์กำลังบูรณะหุ้มเฝือกอยู่ เราเลยดูแค่ด้านนอกไม่ได้เข้าไปภายใน




กลับจากหงสาวดีมาถึงย่างกุ้งแล้ว เราให้รถมาส่งเราที่ตึก ซากุระทาวเวอร์  เพื่อเก็บภาพชเวดากองมุมสูงและ สุเลพญา ตอนเปิดไฟ  เราขึ้นไปร้านอาหารบนชั้น 20 ทานอาหารพร้อมชมวิว และเห็นความเปลี่ยนแปลงของย่างกุ้งที่มีตึกสูงผุดขึ้นมากมาย อีกไม่ช้าไม่นาน คงกลายเป็นมหานครอีกแห่งหนึ่ง





  







และแน่นอน ออกจากตึกซากุระเราเดินไป สุเลพญา ที่อยู่ไม่ไกลนัก เพื่อเดินกลับโรงแรม และไม่ลืมแวะดื่มนมร้อนหน้าโรงแรมก่อนเข้าที่พัก

เช้าวันที่สาม  วันนี้พวกเราตั้งใจนั่งรถไฟชมเมือง สายcircle line train ซึ่งจะวิ่งเป็นวงกลมรอบเมืองย่างกุ้ง ใช้เวลาการเดินทางประมาณ 2 ชม.  หลังจากทานอาหารเช้าในโรงแรมแล้ว เราก็ไปตั้งต้นการเดินทางที่สถานีรถไฟย่างกุ้ง







สภาพสถานี คล้ายหัวลำโพงเมื่อ 20 ปี ที่แล้ว แต่คนที่นี่เค้าดูเรียบร้อยไม่ค่อยเอะอะ นั่งหรือนอนกันเป็น กลุ่มของตนเอง  ตัวรถไฟสภาพไม่ค่อยแตกต่างจาก รฟท. หรือรถไฟไทยเท่าใดนัก แสดงว่า รฟท.ของเรามีพัฒนาการที่หยุดเวลาไว้ 20 ปีทีเดียว







ค่าโดยสารคนละ 1 ดอลล่าร์  ขึ้นไปบนรถไฟแล้ว เราก็ได้เพื่อนร่วมทางเป็น คนญี่ปุ่น 2 คนผัวเมีย



  


ผู้คนและวิวระหว่างทาง








และผู้คนบนรถ




  




กลับมาที่เดิม  จากสถานีรถไฟ เรานั่งแท๊กซี่ไปวัดโบตะทาว์น ที่มีพระเขี้ยวแก้ว และ พระทันใจ







แต่เคยมาครั้งก่อนแล้ว เลยไม่ได้ภาพอะไรเพิ่มมามากนัก


  


พรุ่งนี้พวกเราจะต้องเดินทางกลับแต่เช้า จึงไม่มีอะไรดีไปกว่า หาอะไรทานกันในละแวกที่พัก ก่อนกลับเข้าโรงแรม เป็นอันสิ้นสุดทริปแต่เพียงเท่านี้