Sunday, 7 August 2016

Kasrmir เมืองแห่งสายน้ำและขุนเขา Day2



ติดตามตอนแรกได้ที่นี่
http://somersetmghm.blogspot.com/2016/05/kashmir.html



เช้านี้นัดกันตีห้า เพื่อนั่งเรือพายไปยังตลาดน้ำ ฟ้าเริ่มสางแล้วพอมองเห็นได้ 2 ฝากฝั่ง




เราได้รับคำแนะนำจากคุณบุ๋มมาล่วงหน้าแล้วว่า อย่าได้ผลีผลามรีบซื้อของใดๆ ให้เริ่มต้นต่อก่อน ให้ต่อมากๆไว้ก่อน  ซึ่งก็จริง ตลอดทริปพวกเราสามารถซื้อของชนิดเดียวกันได้ถูกลงเรื่อยๆ

พอเราจอดเรือ ก็จะมีพ่อค้าเร่เข้ามาหาเรา คนแรกคือพ่อค้าขายเมล็ดพันธ์ุดอกไม้นานาพันธุ์ โดยพ่อค้าจะบอกชื่อพันธุ์แลรูปของดอกให้เราดูประกอบ  คุณน้องสะใภ้เธอก็เลยเพลิดเพลินกับการเลือกพันธุ์ดอกไม้และต่อรองไปเรื่อยๆ  พอๆกับเราที่เก็บภาพรอบๆตลาดน้ำไปเรื่อยๆเช่นกัน หันมาอีกทีคุณเธอได้เมล็ดพันธุ์มาปึกใหญ่ ถามว่าแพงไม๊ เธอบอกว่าเทียบกับที่บ้านเราแล้วต่อแล้วยอมรับได้ก็ซื้อ










เท่าที่สังเกต สินค้าที่ขายกันก็คือ ผักโขมป๊อบอาย แรชดิช และผักอะไรอีก 2-3 อย่าง ผู้ซื้อก็คือชาวบ้านที่พายเรือมาซื้อกลับไป ขายกันไป ทักทาย พูดคุยกันไป พวกเราก็ถ่ายภาพกันไป

พ่อค้าพันธุ์ดอกไม้ถอยเรือออกไปแล้วหลังจากสามารถขายเมล็ดพันธุ์ในราคาที่น่าพอใจได้วยกันทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย  หลังจากนั้นพ่อค้าสร้อยหินก็เร่เข้ามา แต่ไม่มีใครสนใจเพราะยังเป็นวันแรกๆเรายังไม่ต้องการของที่ระลึกในยามนี้  พ่อค้ารายต่อไปก็คือพ่อค้าขายหมวกหนังสัตว์แบบหมวกแขก คุยกันไปต่อราคากันไป ลองสรวมกันไป ในที่สุดก็ปิดการขาย จากราคาใบละ 800 รูปี เหลือใบละ 400 รูปี ซื้อกันมาคนละใบ เพราะลองเคาะราคาแล้วเทียบเป็นเงินไทยก็ 200 บาท ซึ่งถ้าเราซื้อที่บ้านเราก็ตกใบละ 7-800 บาท ( แต่มารูภายหลังว่า บุ๋ม สามารถซื้อหมวกแบบเดียวกันนี้ได้ในราคา 200 รูปีเท่านั้นเอง)




พ่อค้าหมวก แฮปปี้สุดๆ พายเรือคลอเคลียไปกับเรือเราตอนพายกลับ และชี้ให้พวกเราดูเมื่อถึงบ้านของพ่อค้าหมวก เราก็นึกว่าคงแยกย้ายกันไป แต่ผิดคาด เพราะสักพักเมื่อเราถึงที่พัก อาบังแกก็พายเรือตามมาที่ Boat house ของเราพร้อมผลิตภัณฑ์เสื้อขนสัตว์มากมาย มาเสนอขายพวกเราถึงที่ แต่คราวนี้ไม่มีใครสนใจ เพราะเสื้อขนสัตว์หนาหนักและโอกาสที่เราจะได้ใช้งานในอากาศหนาวมากๆคนมีไม่มาก )

กลับมาถึงที่พัก ยังเช้าอยู่มาก ระหว่างรออาหารเช้า และรอให้บุ๋มไปเจรจาขอเข้าครัวผัดผักโขมน้ำมันหอยที่เราซื้อมาจากตลาดน้ำ ก็เก็บภาพในทะเลสาปยามเช้ากันไป








หลังจากเข้าครัวผัดผักโขมน้ำมันหอย ตามด้วยผัดดอกกะหล่ำน้ำมันหอย พวกเราก็ได้ทานอาหารเช้าแบบอิ่มหนำสำราญกันทั่วหน้า

โปรแกรมวันนี้คือชมเมืองศรีนาการ์ เยี่ยมชม สวน Shalimar Garden, Tulips Gardens, และ Nishat Gardens ช่วงบ่ายก็จะไปเที่ยวที่ เมืองเก่าศรีนากา ถ่ายรูปมัสยิดเก่าแก่ และบ้านเรือนริมฝั่งแม่น้ำ


สวน Shalimar Garden สร้างโดย จักรพรรดิอักบาร์  โดยช่างฝีมือดี มีทั้งน้ำพุ สระน้ำและลำธารอยู่ภายใน สวยจนได้รับฉายาว่า    “สวนสวรรค์แห่งดอกไม้”





ป้อมPari Mahal  ในอดีตเป็นป้อมปราการ เนื่องจากทำเลที่อยู่บนหน้าผา ทำให้มองเห็นข้าศึกที่มาจากทุกทางได้ ปัจจุบันเป็นสวนดอกไม้  แบบโมกุลขนาดเล็กที่สุดของศรีนาคาร์




 








นอกจากป้อมปราการหินแล้ว ก็พอมีดอกไม้ให้เก็บภาพบ้างเล็กน้อย แต่เราไม่ได้เอาเลนส์มาโครมาด้วย ก็ถ่ายมาบ้างเล็กน้อยพอให้มีภาพเป็นที่ระลึก




ลงมาจากป้อม Pari Mahal แวะสวนข้างทางชื่อ Chashme Shahi Garden  แต่แดดตอนเกือบเที่ยงร้อนแรงมาก ถ่ายดอกไม้ก็คงไม่สวยอะไร เดินวนรอบเดียวก็ลงมารอพรรคพวกที่ด้านล่าง ระหว่างรอก็ถ่ายดอกไม้ข้างทางที่สวนแปลกตากว่าในสวนซะอีก





ก่อนไปทานข้าวเที่ยงก็แวะอีกสวน Nishat Mughal Gardens  ก็ชมผ่านๆแบบเซ็งๆ มาเดินดูดอกไม้ตอนเที่ยง แดดแรงแสงแรง ก็ถ่ายพอเป็นพิธีเล็กน้อย แอบถ่ายคนที่นี่บ้าง ถ่ายจังๆแบบยืนข้างๆคนที่เค้าถ่ายครอบครัวกันอยู่แบบเนียนๆบ้าง

















ออกจากสวนนี้ ก็แวะทานข้าวเที่ยงกัน หลังจากทานข้าวเสร็จแล้ว พวกเราก็ไปลุยย่านเมืองเก่า แวะมัสยิด Jamia Masjid ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของแคชเมียร์  แต่เดิมเป็นวัดฮินดูสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1398 โดยสุลต่าน สิกขานดา ภายในตัวอาคารประกอบไปด้วยเสาไม้จำนวน 370 ต้น  ประตู 4 ประตู และหอสูง ที่ตกแต่งด้วยงานแกะสลักอย่างสวยงาม มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแปลกตา ซึ่งประกอบด้วยศิลปะแบบ อิสลาม ฮินดูและพุทธ และเป็นมัสยิดที่ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชาวมุสลิมในศรีนาคา







รอบๆมัสยิด เป็นชุมชนและตลาดแบบย่านเมืองเก่า คราวนี้ได้สนุกก้บการเก็บภาพชาวเมืองและวิถีชีวิตริมทาง




















เย็นกลับมาเก็บภาพยามเย็นที่ริมทะเลสาปดาลหน้าที่พัก  แต่เราขอล่องเรือไปชมชุมชนริมทะเลสาปและตลาดริมน้ำ บรรยากาศเหมือนตลาดน้ำดำเนินสะดวกบ้านเราจริงๆ

















พรุ่งนี้เราจะไป Pahalgam ติดตามชมได้ในตอนต่อไป