Sunday, 1 March 2015

ไปดูใบไม้เปลี่ยนสีที่คันไซ (Osaka-Kobe-Kyoto) ตอน2


ตอนแรกดูได้ที่นี่ http://somersetmghm.blogspot.com/2015/03/blog-post.html

วันที่3 ของการเดินทาง

วันนี้เราจะเดินทางไป หมู่บ้านโบราณที่เกียวโต ที่หมู่บ้าน Miyama  ที่มีบ้านญี่ปุ่นโบราณแบบ กัสโซ คล้ายๆกับที่ Shirakawago  เป็นหมู่บ้านที่อยู่ลึกมาก  ไกด์อธิบายว่า การเดินทางลำบาก มีรถเมลล์จากหมู่บ้านเข้ามาในเมือง วันละครั้งเท่านั้น  ดังนั้นหมู่บ้านนี้จะไม่ค่อยได้รับอิทธิพลจากโลกภายนอกมารบกวนมากนัก



ที่จอดรถบัส จะมีร้านค้าของหมู่บ้าน ขายสินค้าการเกษตร พืชผักสดๆ  และ ราเมนร้อนๆ  ราคาไม่ถูกนัก พอๆกับเมืองด้านนอก


แต่ระดับชนบท ของญี่ปุ่น  ก็ยังดูทันสมัย สะอาด เป็นระเบียบ สมกับความเป็นญี่ปุ่น



เราเดินเข้าไปชมหมู่บ้านด้วยกันนะ







บ้านหลังหนึ่ง การสร้าง ต้องใช้แรงงานของคนทั้งหมู่บ้านมาช่วยกันสร้าง หลังคาบ้านเมื่อสร้างเสร็จจะสามารถอยู่ได้นานถึง 7 ปี 





เป็นหมู่บ้านเล็กๆ  เดินไม่นานก็รอบหมู่บ้าน  เราทานอาหารกลางวัน ราเมนเส้นโซบะ ที่หมู่บ้านนี้ปลูกเอง  ราเมนร้อนๆ  ท่ามกลางอากาศหนาวช่วยให้อบอุ่นได้เป็นอย่างดี

ออกจากหมู่บ้าน Miyama  คราวนี้เราจะล่องแก่งในแม่น้ำHozu  [Hozugawa Kudari (保津川下り / Hozu-gawa River Boat  Ride)]  ชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสี 2 ข้างทางด้วยการล่องเรือพาย/ถ่อลำไม่ใหญ่นักจากต้นแม่น้ำโฮสึ เรื่อยๆจนมาจบที่แม่น้ำโออิ ใกล้กับสะพานToketsukyo  ที่ Arashiyama     รวมระยะทางกว่า 16  กิโลเมตร  ระยะทางยาวที่เดียว ใช้เวลากว่า 2 ชม.  

โทรศัพท์ : 0771-22-5846 (Hozu River Tourism Company Association)
เวลาทำการ :  เริ่มตั้งแต่ 9:00น. - 14:00 น. 
ราคาตั๋วโคยสาร : ผู้ใหญ่ ¥4100, เด็ก ¥2700







คนญี่ปุ่นนี่ เรื่องการโปรโมทการท่องเที่ยว เค้าทำได้ดี  ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่มาล่องแก่ง เป็นต่างชาติ เช่น พวกฝรั่ง จีน และ พี่ไทยนี่เอง  เค้าแต่งกายแบบชาวเรือโบราณ  จึงเข้าบรรยากาศได้อย่างดี








ถ่อเรือไปตามลำน้ำ บางช่วงก็เชี่ยวกราดให้หวาดเสียวเล่น  แต่สองข้างทางสวยมาก บางช่วงเราจะได้เห็นรถไฟสาย Torokko รถไฟนำเที่ยวผ่านขนานไปกับเรือ 















สิ้นสุดการล่องเรือที่เชิงสะพาน Toketsukyo  เราก็พบความประหลาดใจที่มีเรือ พ่อค้า แม่ค้า พายมาขายของกิน ให้ฮือฮาสนุกกับการซื้อของกันแบบตลาดน้ำบ้านเรา











ขึ้นฝั่งเย็นมากแล้ว  เดินช้อปปิ้งซื้อขนมของฝากกันซะหน่อย   ที่จริงที่นี่ใกล้ๆกันจะมีสวนไผ่ ที่เป็นจุดที่ทุกคนที่มาเกียวโต จะต้องมาเดินในสวนไผ่นี้  แต่เย็นมากแล้ว และครั้งก่อนก็เคยมาแล้ว จึงไม่เดือดร้อนใจที่ไม่ได้มาเดินสวนไผ่แห่งนี้



วันที่ 4 ของการเดินทาง  เมื่อคืนเรากลับมาพักที่ Osaka เช่นเดิม  เช้าวันนี้  หลังทานอาหารของโรงแรมเสร็จ  เราจะออกเดินทางไป วนอุทยานแห่งชาติ Meiji No Mori Minoh (น้ำตก Minoh)  




วนอุทยานแห่งชาติ Meiji No Mori Minoh (น้ำตก Minoh)  ตั้งอยู่บนหุบเขาด้านทิศเหนือของเมืองมิโนซึ่งอยู่ในระดับเหนือน้ำทะเลราว 100-600 เมตร จากน้ำตกมิโนที่ตั้งตระหง่านด้วยความกว้าง 5 เมตร และสูง 33 เมตรลงไปเป็นหุบเขาซึ่งทอดลัดเลาะไปตามแนวป่า มีพรรณไม้ราว 980 ชนิด แมลงกว่า 3,000 ชนิดอาศัยอยู่ น้ำตกมิโนนี้นอกจากจะเป็นป่าธรรมชาติสำคัญของจังหวัดโอซาก้าแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นด้านทิศตะวันตกของเส้นทางเดินชมธรรมชาติฝั่งทะเลตะวันออก (Tokai) อีกด้วย 

การเดินทาง: ขึ้นรถไฟสาย Hankyu Takarazuka จากสถานี Umeda  ลงที่สถานี Ishibashi Sation ต่อรถไฟสาย Hankyu Minoo Line ลงที่สถานี Minoo  ราคาแค่ 270 JPY  เดินต่อไปอีก 3 กม.  จึงจะถึงน้ำตก

แต่คณะของเราไฮโซ  เราจึงนั่งบัส ไปลงที่ทางลงน้ำตก เดินลงไปในหุบประมาณ 200 เมตร ก็ถึงแล้ว  

สองข้างทาง กำลังสวยด้วยสีสันของใบไม้แดง เต็มป่า







เดินลงมาเรื่อยๆ  จากตอนแรกที่หนาวจนเดินสั่น กลายเป็นร้อนแทบถอดเสื้อแจ๊กเก็ตออก  ก็ถึงน้ำตกพอดี  










ตอนเดินลง เราก้มหน้าก้มตาเดินลง เก็บภาพตามทางที่เห็นไปเรื่อยๆ  ตอนเดินกลับขึ้นมา ได้เห็นวิวอีกฝั่ง  โอ้ย.....ใจแทบละลาย  ละลานตาด้วยสีแดงเต็มไปหมด






เที่ยงวันนี้ เราไปทานปิ้งย่างเสียบไม้  แบบไม่ต้องนับไม้ เพราะเป็นบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่าง ที่ Osaka Aquarium Kaiyukan  






 แต่ละคน ไม่มีใครยอมใคร สังเกต ไม้ที่ปักในกระป๋อง ไม่ใช่ตะเกียบ แต่เป็นไม้ที่เสียบของปิ้งย่าง นั่นเอง

ทานเสร็จ เราก็เข้าชม ปลาใน Osaka Aquarium Kaiyukan   พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในอควาเรี่ยมที่ใหญ่ที่สุดระดับโลก ตั้งอยู่บริเวณ Tempozan Harbor Village สามารถเดินทางมาได้จากสถานี Namba, Umeda และ Shin-Osaka โดยสถานีที่ต้องไปลงชื่อว่า Osaka-Ko  ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 2,300 เยน ส่วนเด็กราคา 1,200 เยน

การเที่ยวชม  เราต้องขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนสุดประมาณชั้น 7 แล้วเดินวนลงมาเรื่อยๆจนถึงพื้นราบ  












บางชั้น เป็นแท้งค์ใหญ่ จะมีปลาใหญ่มาก










จนลงมาถึงชั้นสุดท้าย  หรือ ทางออก เราจะเจอดาวเด่นของที่นี่  จะนอนหลับตาพริ้มเหมือนในโบรชัวร์อย่างนี้









ที่สุดท้ายของทริป คือ Umeda Sky Building  จุดชมวิวเมืองโอซาก้าได้โดยรอบ

อาคารสัญญลักษณ์ของบริเวณ Shin Umeda City สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ.1993 เป็นอาคารแฝดคู่ ชั้นบน 40 ชั้น มีทางเชื่อมกันได้ที่ด้านบน ชั้น 39 เป็นร้านอาหารกลางอากาศ ชั้น 40 มีแกลเลอรี่ และที่ดาดฟ้ามีสวนปลอดโล่งสูงจากพื้นดิน 170 เมตร ซึ่งท่านสามารถมองเห็นเมืองโอซาก้าโดยรอบได้ ภายในตัวอาคารเป็นที่ทำการของบริษัทห้างร้าน โชว์รูม สถานที่จัดงานรื่นเริง หอประชุม โรงภาพยนต์ และที่ใต้ดินชั้นหนึ่งยังมี Food Theme Park "Takimikoji" ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นบรรยากาศสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ท่านสามารถหาอาหารรสชาติเยี่ยมนานาประเภททานที่นี่ได้ ทางด้านทิศใต้ของอาคารมีสวน "Chu-Shizennomori " ไว้ให้ผู้ที่เหน็ดเหนื่อยได้นั่งพักสูดอากาศบริสุทธิ์ ส่วนทางทิศเหนือมีคอร์สสำหรับเดินชมดอกไม้ตามฤดูกาล "Hanano" ซึ่งมักมีผู้คนมาเดินเล่มกันประจำ และที่ลานตรงกลางระหว่างตึกแฝด มักมีเทศกาลระหว่างประเทศต่างๆมาจัด สร้างความครึกครื้นอยู่เสมอๆ

เดินราว 9 นาทีจากสถานี Osaka , JR หรือสถานี Umeda, Midosuiji Line ,Hankyu Raiway, สถานี Higashi Umeda, Tanimachi Line, สถานี Nishi Umeda. Yotsubashi Line












แวะเขียนคำอวยพรใส่หัวใจซะหน่อยก่อนกลับ  ถึอโอกาสถวายพระพรในหลวงเนื่องในวันเฉลิมซะเลย



สุดท้าย แหล่งช้อปปิ้งสุดท้ายที่สนามบินคันไซ  ราคาไม่โหดพอๆกับด้านนอก  ละลายเงินเยนให้เกลี้ยงกระเป๋าดีนักแล



จบทริปคันไซแต่เพียงเท่านี้  และเปลี่ยนทัศนคติที่ว่า ญี่ปุ่นไม่มีอะไรไปได้อย่างสิ้นเชิง  ญี่ปุ่นมีความเจริญอย่างขีดสุด  แต่ก็สามารถสร้างความเจริญควบคู่กับการดูแลวัฒนธรรม สมบัติทางวัฒนธรรมได้อย่างกลมกลืนและน่าชื่นชม น่าเอาเป็นแบบอย่าง  เวลาเราเข้าไปในวัดเก่าๆของญี่ปุ่น เราสัมผัสได้กับความเงียบสงบ ความคงอยู่ของวัฒนธรรมแบบดั่งเดิมไม่ปรุงแต่ง  แต่พอเราก้าวออกประตูวัด เราก็จะพบความเจริญต่างๆ เหมือนเดินผ่านมิติของกาลเวลา

ตั้งใจว่า ปีหน้า จะหาทางไปทางเหนือแถบโตเกียว เพื่อไปชมภูเขาไฟฟูจิ และ เมืองโบราณ ชิราคาวาโกะ   และนำมาบันทึกความทรงจำไว้ที่นี่เช่นกัน