Sunday, 16 December 2012

บันทึกการเดินทางกาฐมาณฑุ ตอน6 (สเวยัมภูนาถ-Swayamphunath)

Swayambhunath (Devanagari: स्वयम्भूनाथ स्तुप; sometimes romanized Swoyambhunath) is an ancient religious complex atop a hill in the Kathmandu Valley, west of Kathmandu city. It is also known as the Monkey Temple as there are holy monkeys living in the north-west parts of the temple. The Tibetan name for the site means 'Sublime Trees' (Wylie:Phags.pa Shing.kun), for the many varieties of trees found on the hill. However, Shing.kun may be a corruption of the local Newari name for the complex, Singgu, meaning 'self-sprung'.[1] For the Buddhist Newars in whose mythological history and origin myth as well as day-to-day religious practice, Swayambhunath occupies a central position, it is probably the most sacred among Buddhist pilgrimage sites. For Tibetans and followers of Tibetan Buddhism, it is second only to Boudhanath.
The Swayambhunath complex consists of a stupa, a variety of shrines and temples, some dating back to the Licchavi period. A Tibetan monastery, museum and library are more recent additions. The stupa has Buddha's eyes and eyebrows painted on. Between them, there is something painted which looks like the nose - but is the Nepali symbol of 'unity', in the main Nepali language dialect[citation needed]. There are also shops, restaurants and hostels. The site has two access points: a long stairway, claimed to have 365 steps, leading directly to the main platform of the temple, which is from the top of the hill to the east; and a car road around the hill from the south leading to the southwest entrance. The first sight on reaching the top of the stairway is the Vajra. Tsultrim Allione describes the experience:
We were breathless and sweating as we stumbled up the last steep steps and practically fell upon the biggest vajra (thunder-bolt scepter) that I have ever seen. Behind this vajra was the vast, round, white dome of the stupa, like a full solid skirt, at the top of which were two giant Buddha eyes wisely looking out over the peaceful valley which was just beginning to come alive.
From Wikipedia, the free encyclopedia






จากวันแรกของการเดินทางจนถึงวันนี้ พึ่งเป็นวันที่ห้าของทริปนี้ ยังมีเวลาเหลืออีก 6 วัน


วันที่ห้า ช่วงบ่ายหลังจากลงจากเขานากาก๊อตแวะถ่ายรูปข้างทางพอ สมควรแล้ว ก็ตรงดิ่งเข้ากาฐมาณฑุ เป้าหมายคือโรงแรม Hotel Access Nepal ซึ่งอยู่ใจกลางทาเมล แหล่งที่พักและช้อปปิ้งของคนต่างชาติ

พึ่งเข้าใจว่าที่กาฐมาณฑุ ขาดแคลนน้ำอย่างหนักก็ตอนพักที่ทาเมลนี่เอง ระบบประปาไม่สามารถจ่ายน้ำได้พอเพียงสำหรับโรงแรมและ ร้านค้าที่อยู่รายรอบทาเมล โรงแรมต่างๆจึงต้องซื้อน้ำดิบจากเอกชนที่มีรถน้ำใส่แ ท๊งค์มาขายให้เพื่อสูบเก็บไว้ในแท๊งค์ของโรงแรม สภาพน้ำที่แขกในโรงแรมได้ใช้สำหรับอาบคือน้ำที่ค่อนข้างขุ่นสีเหลืองมีกลิ่นด้วย ฉะนั้นการอาบน้ำจึงต้องกลั้นใจอาบ และซื้อน้ำขวดสะอาดสำหรับบ้วนปากแปรงฟันเอง และต้องทนใช้น้ำแบบนี้ไปตลอด 6 วันที่เหลือด้วย



เช็คอินเรียบร้อย พวกเราก็เดินไปหาร้านอาหารเพื่อทานข้าวกลางวันที่ล่ว งเลยมาบ่ายมากแล้ว หลังทานเสร็จเราจะไปที่ สเวยัมภูมนาท วัดทิเบตที่อยู่บนเขาและเป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่ง

เราเดินหาร้านอาหารไม่ไกลจากที่พักนัก เป็นร้านอาหารไทยดูท่าทางใช้ได้ค่อนข้างหรูทีเดียว ตกลงเลือกทานอาหารที่ร้านนี้ แต่มื้อนี้ทุกคนกลับสั่งสเต็กมาทานกัน ตั้งแต่สเต๊กเนื้อ สเต๊กไก่ สเต๊กหมู แต่ละจานได้สเต๊กขนาดใหญ่โตจริงๆ มื้อนี้ทานแล้วอิ่มไปจนถึงมื้อเย็นเลยทีเดียว




 แต่กว่าจะได้อาหารก็ตามธรรมเนียมของร้านอาหารในเนปาล คือทำใหม่ๆร้อนๆ ฉะนั้นก็ต้องรอกันไม่น้อยกว่า 45 นาทีเช่นเคย

ระหว่างรอ บางคนที่ซื้อซิมโทรศัพท์ที่นี่ ก็นั่งเช็คเมลล์ เล่นเน็ต บางคนก็นั่งเช็ครูปที่ถ่ายเมื่อตอนเช้า เราเองแก้เซ็งดวยการส่องนกกระจอก ที่ได้ภาพไม่กระจอกซะทีเดียว ได้แสงริมไลท์ และ โบเก้ย้อนแสงด้วย




 เสียเวลากับมื้อนี้พอควร ทำให้เมื่อเดินทางถึง สเวยัมภูนาท ก็บ่ายจัดใกล้พระอาทิตย์จะตกแล้ว จึงต้องรีบเก็บภาพกันเป็นการใหญ่





 เก็บภาพได้พักเดียวก็เริ่มมืด






 เก็บภาพเจดีย์เสวยัมภูนาทจนแสงหมด

เจดีย์เสวยัมภูนาทมีประวัติเก่าแก่กว่า 2,500 ปี ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมืองกาฐมาณฑุ ลักษณะสถูปครึ่งวงกลมคว่ำสีขาวและมีสัญญลักษณ์ดวงตาเ ห็นธรรมทั้งสี่ด้าน เหมือนกับที่โพธนาถ







 แต่เราตั้งใจจะอยู่ต่อเพื่อเก็บภาพแสงไฟกลางคืนของเมืองกาฐมาณฑุด้วย






 แต่เก็บภาพได้ไม่กี่ภาพ โชเฟอร์ที่เราจ้างมาตั้งแต่เมื่อวานรับเราจากปักตาปู ร์ และพาขึ้นเขานากาก๊อต จนวันนี้พาลงมาพักต่อที่ทาเมล ซึ่งนิสัยดีมาก เราจะขอให้จอดแวะตรงไหนเพื่อถ่ายรูปก็ไม่ว่าไม่บ่น ตามใจทุกอย่าง แต่ช่วงเย็นเปลี่ยนตัวเป็นอีกคนหนึ่ง พอพระอาทิตย์ตกได้หน่อยเดียวก็มาตามพวกเราเร่งให้กลั บบ่นหิวข้าว ก็เลยต้องกลับทั้งๆที่ยังถ่ายไม่จุใจ

ฉะนั้นงานนี้ต้องมีล้างตากันอีกรอบแน่นอน

เก็บภาพระยะไกลจากดาดฟ้าโรงแรม ซึ่่งสามารถเห็นสเวยัมภูนาทในระยะไกลได้อย่างชัดเจน ด้วยช่วง 300 มม.




 เรากลับมาที่ สเวยัมภูนาท กันอีกครั้งในวันสุดท้ายของทริปก่อนเดินทางกลับไทยใน วันรุ่งขึ้น แต่ครั้งนี้เราตั้งใจมาเก็บภาพช่วงบ่ายเย็นเท่านั้น ไม่ได้เก็บภาพแสงไฟกลางคืนเพราะเรามีโปรแกรมกลับมาช้ อปก่อนจากเนปาลส่งท้ายกัน

เรามาถึงช่วงบ่ายเกือบสามโมงเย็นหลังจากเสียเวลาทานข ้าวกลางวันเกือบ 2 ชั่วโมง คราวนี้จึงมีเวลาละเลียดได้ตั้งแต่ทางขึ้นจากลานจอดร ถ

ลิงที่เนปาลนี่ ช่างแสนรู้ จะอยู่ตามที่ต่างๆในช่วงกลางวัน พอเย็นก็จะกลับเข้าป่าทันที ตรงเวลามาก
ลิงเนปาล จะหล่อสู้ลิงไทย ได้ไม๊





ร้านขายของที่ระลึกริมทางเดิน





บ่ายวันนี้ ฟ้าเป็นใจจริงๆ ฟ้าใสสีฟ้าสด ริ้วเมฆเป็นเส้นสวยงามจับใจ





เก็บภาพมุมกว้างอย่างเพลินเพลิน ไม่เสียหลายที่กลับมาอีกครั้ง






 พระลามะทิเบต 2 รูปนี้ ท่านเดินสนทนาธรรมรอบสถูปกันหลายรอบ ดักถ่ายจนคนถ่ายเบื่อไปเอง





 หันมาถ่ายคนบ้าง สาวสวยนางนี้เธอเป็นใครไม่ทราบได้ แต่เธอมีช่างภาพส่วนตัวเดินตามถ่ายภาพน่าสนุก ก็เลยขอแจมแอบถ่ายมาด้วย






 ที่ไหนมีผนัง ที่นั่นก็จะมีคนมือบอนเซ็นชื่อขีดเขียนไว้เหมือนกันหมดทุกประเทศ




 จบตอนสเวยัมภูนาทแล้วค่ะ


 ตอนต่อไปจะพาไปเดิมเมืองโบราณที่มีความงามวิจิตรทางศ ิลปะไม่ด้อยกว่าเมืองปักตาปูร์ คือ เมืองปาตันหรือลลิตปูร์



ติดตามตอนที่เหลือได้ที่