Monday, 18 March 2013

Laos : Vientiane & Vangvieng


Laos ( Lao: ສາທາລະນະລັດ ປະຊາທິປະໄຕ ປະຊາຊົນລາວ) officially the Lao People's Democratic Republic, is a landlocked country in Southeast Asia, bordered by Burma and China to the northwest, Vietnam to the east, Cambodia to the south, and Thailand to the west. Its population was estimated to be around 6.5 million in 2012.
Laos traces its history to the kingdom of Lan Xang, which existed from the 14th to the 18th century when it split into three separate kingdoms. In 1893, it became a French protectorate, with the three kingdoms, Luang Phrabang, Vientiane and Champasak, uniting to form what is now known as Laos. It briefly gained independence in 1945 after Japanese occupation, but returned to French rule until it was granted autonomy in 1949. Laos became independent in 1953, with a constitutional monarchy under Sisavang Vong. Shortly after independence, a long civil war ended the monarchy, when the Communist Pathet Lao movement came to power in 1975.
Laos is a single-party socialist republic. The capital city is Vientiane. Other large cities include Luang Prabang, Savannakhet, and Pakse. The official language is Lao. Laos is a multiethnic country with the politically and culturally dominant Lao people making up approximately sixty percent of the population, mostly in the lowlands. Various Mon-Khmer groups, the Hmong, and other indigenous hill tribes, accounting for forty percent of the population, live in the foothills and mountains. Laos' "strategy for development is based on generating electricity from its rivers and selling the power to its neighbours", namely Thailand, China, and Vietnam. Its economy is accelerating rapidly with the demands for its metals. It is a member of the Asia-Pacific Trade Agreement (APTA), Association of Southeast Asian Nations (ASEAN), East Asia Summit, and La Francophonie. Laos applied for membership of the World Trade Organization (WTO) in 1997,and on February 2,2013 it was granted full-membership
Vientiane is the capital and largest city of Laos, situated on the Mekong River near the border with Thailand. Vientiane became the capital in 1563 due to fears of a Burmese invasion.[2] During French rule, Vientiane was the administrative capital and, due to economic growth in recent times, it has now become the economic center of Laos.


Vang Vieng was first settled around 1353 as a staging post between Luang Prabang and Vientiane. Originally named Mouang Song after the body of the deceased King Phra Nha Phao of Phai Naam was seen floating down the river, the town was renamed Vang Vieng during French colonial rule in the 1890s. Significant expansion of the town and its infrastructure occurred during the 1964-73 Vietnam War when the US developed an Air Force base and runway that was used by Air America. The airstrip was then called 'Lima site 6'. In more recent times, the town has grown substantially due to the influx of backpackers attracted by the opportunities for adventure tourism in a limestone karst landscape.

From Wikipedia, the free encyclopedia

























สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดติดไทย เราใกล้ชิดกันขนาดที่สามารถพูดจากสื่อสารกันได้ ทั้งๆที่ต่างคนต่าพูดภาษาของตนเอง ก็สามารถเข้าใจกันได้อย่างรู้เรื่อง

หลังจากเดินทางข้ามด่านที่หนองคาย เราเช่ารถตู้เพื่อจะเดินทางไปยังวังเวียง  แต่ขอแวะเที่ยวชมวัดเก่าๆในเวียงจันทน์สักนิด

บ้านเมืองในเวียงจันทน์ กำลังได้รับการพัฒนาแบบก้าวกระโดด นายทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนก่อสร้างกันมากมาย แต่บางส่วนยังเงียบสงบก็ยังมีเหลืออยู่







Wat Ong Teu , Wat Mixai  เป็นสองในห้าวัดที่เราเดินเที่ยวกัน วัดเหล่านี้จะอยู่ติดๆกัน เดินเข้าวัดนี้ ออกมาเข้าต่ออีกวัด ได้เลย







แบบอย่างงานสถาปัตยกรรมคล้ายคลึงกับของไทย ต่างกันก็เพียงชาวบ้านที่เข้าวัดทำบุญยังแต่งกายตามประเพณีลาว คือ นุ่งผ้าถุง ห่มผ้าสไบเฉียงกัน  ความเลื่อมใสศรัทธายังน่าชื่นชม เรียบง่ายด้วยความศรัทธา





















 แสงสวยๆในโบสถ์ เราขอร้องให้เณรช่วยเป็นแบบให้เราถ่ายแสงเงาสวยๆ










บริเวณรอบๆวัดต่างๆ






วัดมีชัยอีกนิดก่อนไปต่อที่พระธาตุหลวง




แสงและเงาริมทางเดินอีกนิด




วัดพระธาตุหลวง เป็นวัดที่สำคัญที่สุดของลาว ซึ่งมีพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้าประดิษฐานไว้ที่นี่









ประตูชัย เป็นอีกจุดสำคัญที่ควรไปเยี่ยมชม  เสียดายมีเวลาน้อย แค่นั่งรถผ่านตอนขากลับ เพราะต้องรีบกลับเข้าด่านให้ทันด่านปิด




เราไปต่อกันที่วังเวียง.....

วังเวียงเป็นเมืองเล็กๆอยู่ทางเหนือของเวียงจันทน์  กึ่งกลางระหว่าง เวียงจันทน์และหลวงพระบาง  แต่ก่อนเมืองนี้เป็นเมืองแค่รถประจำทางจอดพักรถเท่านั้น  แต่ความที่วิวทิวทัศน์ที่นี่งดงาม วิวเทือกเขาที่สลับซับซ้อน มีแม่น้ำซองไหลผ่าน  จึงเป็นที่นักท่องเที่ยวประเภมแบกแพ๊ค และ ฝรั่งขี้ยาที่ติดกัญชา แวะพัก จากเมืองเล็กๆจึงได้เจริญเติบโต มีเกสเฮาส์และโรงแรมผุดขึ้นมากมาย




จากเวียงจันทน์ วิ่งตามถนนทางหลวงหมายเลข13 ขึ้นเหนือไปประมาณ 3 ชั่วโมง ระยะทางที่นี่ถามคนที่นี่จะบอกระยะทางเป็น นาทีและชั่วโมง  คำนวณจากการวิ่งของรถที่ไม่เร็วนักเพราะวิ่งผ่านหมู่บ้านข้างทางเป็นระยะๆ  คงน่าจะ ร้อยกว่ากิโล

ที่ กม.52  จะพบตลาดหลักห้าสิบสอง  ขึ้นชื่อเรื่องอาหารป่า ถ้ามาเช้าๆจะคึกคักมากเป็นพิเศษ  แต่เรามาถึงก็บ่ายโขแล้ว  คงมีแผงร้านอาหารข้างทางที่ปิ้งหมูขาย และตลาดภายในที่ขายเครื่องประดับและทองรูปพรรณ  เราแวะแลกเงินจากเงินบาทเป็นเงินกีบ เพื่อไว้ใช้จ่ายในวังเวียง ที่อัตราแลกเปลี่ยนไม่เลวนัก  แลกเงิน 3พันกว่าบาท  ได้เงินกลับมา หลายแสนกีบ ( อัตราแลกเปลี่ยน 260 กีบ = 1 บาท ) จากกระเป๋าใบเล็กๆ ต้องหาซองใหญ่ใส่เงินที่พวกเราลงขันไว้สำหรับค่าโรงแรมและค่าที่พักในวังเวียง








ขับต่อขึ้นไปอีกประมาณ กม.ที่90  จะเป็นทางแยกขวาไปเขื่อนน้ำงึม ที่ประเทศเราเป็นลูกค้าซื้อไฟฟ้าจากลาวที่ผลิตที่นี่  เราหมายมาดไว้ว่าจะแวะตอนขากลับ เพื่อชมทัศนียภาพเหนือเขื่อนน้ำงึมว่าจะสวยงามขนาดไหน

มุ่งหน้าต่อไปวังเวียง ระหว่างทางพบเจอขบวนแห่ที่ทางนี้เรียกว่า " ทำบุญพะเหวด "  เพราะอีก 2 วันจะเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา คือ วันมาฆะบูชา  ไม่รอช้าที่จอดรถข้างทางเพื่อขอเก็บภาพประเพณีนี้ไว้














ช่างน่าเลื่อมใสในขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม  การอยู่ร่วมทำกิจกรรมร่วมกันเพิ่มความสามัคคีปรองดองระหว่างผู้คน  น่าเสียดายบนความดีงามของประเพณี กลับมีอบายมุขที่เข้ามาเป็นยาดำแทรกอยู่ข้างๆ  เช่นที่นี่ ภายในศาลาที่กำลังมีงานบุญพะเหวด  แต่ข้างๆด้านนอกศาลาก็มีแผงลอยขายเบอร์เสี่ยงโชค จับฉลากถ้าได้เลขตรงกับของรางวัล ก็ได้ของไปในราคาเท่าฉลาก  เด็กเล็กนั่งเล่นกันหน้าตาเฉยเหมือนเล่นเกมธรรมดาอย่างหนึ่ง





จากนั้นก็เดินทางต่อเข้าวังเวียง มาถึงเอาเกือบห้าโมงเย็น แสงกำลังสวยได้ที่ หลังจากแวะเข้าห้องน้ำริมทาง ก็เก็บภาพวิวสวยๆหลังห้องน้ำนั่นเอง




เรายังไม่จองที่พักมาก่อน  ฉะนั้นคงต้องยุติการถ่ายภาพวิวซะก่อน รีบตระเวณหาที่พักสำหรับคืนนี้ และ อาจอยู่ต่ออีกคืนก็ได้

ในที่สุด ก็ได้ที่พักเกือบติดแม่น้ำซอง ราคาพอรับได้แม้ห้องพักจะดูเก่าและโทรม ก็เอาไว้ก่อน คืนพรุ่งนี้ค่อยหาใหม่




ระหว่างที่เดินหาที่พัก ก็เก็บภาพวิวริมแม่น้ำซองไปด้วย แบบไม่เร่งรีบ เพราะวันนี้นักท่องเที่ยวไม่มากนัก ยังไงก็คงหาที่พักที่ราคาเหมาะสมได้แน่นอน





แสงยามเย็นงดงามยิ่งนัก







เก็บภาพจงจุใจ  ที่พักก็หาได้แล้ว  จุดต่อไปก็หาข้าวเย็นทานกัน  รีเควสจากเพื่อนร่วมทริปขออาหารพื้นเมือง มื้อนี้จ่ายไปหมื่นกว่ากีบ อยู่ลาวนี่เราเหมือนเศรษฐีเลย




คืนนี้เหน็ดเหนื่อยกับการเดินทาง ที่อดนอนตั้งแต่คืนวันศุกร์ หลับๆตื่นๆบนรถทัวร์จากกรุงเทพมาหนองคาย  และ เดินทางกันอีกทั้งวัน   หัวถึงหมอนก็หลับยาวถึงเช้า

เช้านี้เรานัดกันแต่เช้า เพื่อเก็บภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่วังเวียง

หลังจากขับรถตระเวณรอบๆวังเวียง ก็ได้มุมเหมาะพอที่จะเก็บภาพวิวภูเขา และ บอลลูนที่มีขึ้นทุกเช้า











และมุมมองจากบนโรงแรมที่พัก




ตลาดเช้าพื้นเมือง ที่มีแต่อาหารพื้นเมืองเท่านั้น












มาถึงลาวแล้ว ก็ต้องเป็นชาวลาวด้วย  เราซื้ออาหารปรุงเสร็จจากตลาดมาทานกันร้านข้าวต้มด้วย หมูย่างเนื้อนุ่มอร่อยมากมาย


เสร็จจากมื้อเช้าที่แสนอร่อยเหาะแล้ว ก็เริ่มต้อนสำรวจวังเวียงกัน  จำได้ว่าครั้งก่อนที่ผ่านวังเวียงไปหลวงพระบาง มีผ่านแม่น้ำสายหนึ่งวิวสวยทีเดียว เอารูปที่เคยถ่ายไว้ให้ไกด์ดู เท่านั้นก็ได้ทราบว่าตรงนี้เค้าเรียกว่า ผาตั้ง  เลยวังเวียงไปนิดหน่อย เราไปดูกันว่าสวยแค่ไหน








วัดสวยๆ กับฟ้าแจ่มๆ






จากผาตั้งเลยไปอีกนิด  เป็นร้านแผงลอยริมถนนที่ขึ้นชื่อเรื่องขายอาหารป่า ประเภทเปิบพิสดาร








ในกรงที่เห็นข้างล่างนี้คือ ตัวอ้น  ชาวบ้านดักจับมาเพื่อขายให้คนซื้อไปเลี้ยง ใส่กรงเหล็ก ซึ่งถ้าซื้อก็ต้องเอาไปเลี้ยงเท่านั้น จะซื้อเอามาปล่อยคืนสู่ป่าไม่ได้

เพราะตัวอ้น เป็นสัตว์ที่กินรากไม้และขุดรูปอยู่ในโพรงต้นไม้ใหญ่  ธรรมชาติสร้างฟันคู่ใหญ่ไว้สำหรับกัดรากไม้ให้ขาด ฟันคู่นี้แข็งแรงมากจนอาจกันกรงที่ขังไว้ให้ขาดได้  ฉะนั้นคนขายจึงถอนฟันคู่หน้านี้ออก



 
 สัตว์อื่นๆที่วางขาย




จากนั้นพวกเราก็กลับมาที่วังเวียง แวะเที่ยวถ้ำจัง กันสักหน่อย









มาวังเวียงแล้ว ไม่เห็นแม่น้ำซองเลย ก็กระไรอยู่ เหมือนมาไม่ถึง  เพราะวิวทิวทัศน์ที่สวยตระการตา และที่ลำน้ำนี้ นักท่องเที่ยวจะนิยมมาล่องห่วงยาง พายเรือแคนนู หรือ นั่งเรือหางยาวชมวิวกัน  อากาศร้อนๆ กับสายน้ำเย็นฉ่ำ ธรรมชาติสงบงดงาม จึงไม่แปลกเลยที่วังเวียงจะเจริญอย่างรวดเร็วเช่นนี้

เมื่อก่อนที่นี่ จะมีพวกฝรั่งแผลงๆมาเล่นบันจี้จ้ำ และปีนหน้าผา กันมาก แต่ตอนหลังคงมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยๆ  ทางการลาวจึงสั่งห้าม ก็น่าจะดีเพราะโรงพยาบาลหายากและไม่ทันสมัยพอ เกิดอะไรขึ้นมาคงลำบากด้วยกันทุกฝ่าย










และวิวยามเย็นจากบนที่พัก







วันรุ่งขึ้นหลังทานอาหารเช้าเสร็จ ก็ออกเดินทางกลับเวียงจันทน์ แวะเข้าไปชมเขื่อนน้ำงึม กันหน่อยว่าจะสวยขนาดไหน







จากทางแยกประมาณ กม.90  เข้าไปลึกเอาการเหมือนกัน เขื่อนน้ำงึมเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ ริมเขื่อนเป็นจุดพักผ่อนที่ชาวลาวจะมาพักผ่อนและทานอาหารประเภทปลาสดๆกัน
















แวะทานอาหารที่ร้านอาหารริมแม่น้ำก่อนถึงเวียงจันทน์เล็กน้อย  ชวนชิมกุ้งเต้น และปลาสดๆรสชาดดี





ก่อนจบทริป เวียงจันทน์-วังเวียง  ขอจบด้วยภาพที่เป็นศิริมงคล คือ พระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงที่ทำเป็นปฏิทินแขวน ตัวปฏิทินโดนฉีกวันที่ทิ้งจนหมดแล้ว ซึ่งก็คงเป็นปีที่แล้ว จึงเหลือแต่รูปบนปฏิทินที่ยังแขวนอยู่  ณ.ป้ายพักรถประจำทาง เส้นทาง วังเวียงไปหลวงพระบาง  ได้พบได้เห็นแล้ว อดไม่ได้ที่จะต้องกล่าวคำว่า  " ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน "