Sunday, 1 March 2015

ไปดูใบไม้เปลี่ยนสีที่คันไซ (Osaka-Kobe-Kyoto)


จากการที่คิดว่า การไปประเทศญี่ปุ่น น่าจะเป็นประเทศท้ายที่จะไปเยือน เนื่องจากคิดว่าประเทศญี่ปุ่นเจริญรุ่งเรืองขีดสุดแล้ว คงมีแต่ความทันสมัยเหมือนตะวันตก คงไม่มีอะไรน่าดูชม สำหรับคนที่ชมชอบการไปดูอารยธรรม มากกว่าไปดูความศิวิไลซ์


แต่ก็มีความบังเอิญแบบไม่ได้ตั้งใจ ให้ได้มีโอกาสไปเยือนญี่ปุ่น 2 ครั้ง 2 ครา ครั้งแรกได้รับเชิญไปในฐานะลูกค้าผู้มีอุปการะคุณ ได้ไปเมือง โอซาก้า นารา และเกียวโต ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี กลางเดือน ตุลาคม และ อีกครั้งจากการที่แอร์เอเชียมีโปรโมชั่น ตั๋วถูกพร้อมที่พักยั่วใจเหลือเกิน ครั้งนี้พาหลานสาวไปเที่ยวเมืองวากายาม่า ใกล้ๆกับโอซาก้า ดูใบไม้เปลี่ยนสีช่วงตุลาคมเช่นกัน

กลับจากวากายาม่า ถึงเมืองไทยก้นยังไม่ทันร้อน ก็ได้มีโอกาสไปญี่ปุ่นอีกรอบ รอบนี้ไปกับน้องสาว เป็นช่วงพีคสุดของใบไม้เปลี่ยนสี ต้นเดือนพฤศจิกายน กับเมืองโอซาก้า เกียวโต และ โกเบ

ครั้งนี้เช่นเคย เรานั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบินคันไซ หลังทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารในสนามบินแล้ว ก็ออกจากสนามบิน ก็มุ่งตรงไปเมืองโกเบ





เมืองโกเบ อยู่ห่างจากโอซาก้าไปทางทิศตะวันตกราว 33 กิโลเมตร เป็นเมืองที่สำคัญที่สุดของจังหวัดเฮียวโกะ หนึ่งในสิบจังหวัดใหญ่ของญี่ปุ่น ตัวเมืองโกเบเองตั้งอยู่ระหว่างทะเลและเทือกเขา Rokko จึงมีบรรยากาศที่สวยงาม มีนักท่องเที่ยวทั้งจากในและนอกประเทศมาเยือนเป็นจำนวนมาก เมืองโกเบในปัจจุบันยังคงความงามทั้งในฐานะของเมืองท่าเก่าแก่และปัจจุบันไว้ และถึงแม้จะได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในค.ศ.1995 ก็ตาม หลังจากนั้นไม่นาน โกเบก็สามารถฟื้นฟูตนเองกลับมาสวยงามมีเสน่ห์เช่นในอดีตได้อีกครั้งหนึ่ง

ที่แรกที่จะพาไปชมคือ ปราสาทขาว ฮิเมจิ ( Himeji Castle ) หรือปราสาทนกกระสาขาว





ปราสาทฮิเมจิ 姫路城 ตั้งอยู่ในเมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ ห่างจากเมืองโกเบมาประมาณ 50 ก.ม. ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1333ปราสาทฮิเมจิถือเป็นผลงานชิ้นเอกซึ่งรวบรวมเทคนิคการก่อสร้างตั้งแต่สมัยอะซึจิ-โมโมยาม่า (ตั้งแต่ปี 1568 เป็นต้นมา) จนถึงสมัยเอโดะตอนต้น (ตั้งแต่ปี 1603 เป็นต้นมา) ตลอดระยะเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา ปราสาทแห่งนี้ยังยืนหยัดมาด้วยโครงสร้างดั้งเดิม ผ่านเหตุการ์ณครั้งใหญ่ๆ อย่างช่วงสงคราม แผ่นดินไหว ไฟไหม้ มาได้ตลอด ปราสาทแห่งนี้มีฉายาว่า “นกกระสาขาว” ได้รับการยกย่องให้เป็นสมบัติประจำชาติของประเทศญี่ปุ่นและเป็นมรดกโลกเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1993 ซึ่งถือว่าเป็น 1 ใน 3 ของปราสาทที่มีงดงามที่สุดในญี่ปุ่น โดยอีก 2 แห่งคือ ปราสาทมัสสึโมะโตะ และปราสาทคุมะโมะโตะ


วิธีการเดินทาง จากสถานี Kobe นั่งรถไฟ JR มาลงที่สถานี Himeji ใช้เวลา 35 นาที หลังจากนั้นนั่งรถบัส ใช้เวลา 5 นาที หรือเดินไปที่ปราสาท ใช้เวลา 15 นาที ค่าเข้าชม 600 เยน เปิดเวลา 9.00-17.00 น.







เนื่องจากเราไปกับทัวร์ โปรแกรมการเดินทางมากมาย จึงได้แต่เดินชมเพียงด้านนอน ไม่เข้าไปชมด้านใน




หลังอาหารกลางวันเราไปชมประวัติศาสตร์แสนเศร้าของชาวเมืองโกเบ ผู้คนในเมืองโกเบนั้นต่างไม่เคยลืมเลือนการเกิดแผ่นดินไหวครั้งยิ่งใหญ่ในวันที่ 17 มกราคม ปี ค.ศ. 1995 ที่ทำให้ผู้คนเสียชีวิตไปกว่าห้าพันคน ในทุกๆปีจะมีการจัดงานรำลึกถึงผู้คนที่เสียชีวิตไปกับภัยธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ในครั้งนั้น และมีการสร้างอนุสรณ์ต่างๆขึ้นมากมายรวมถึงสร้างพิพิธภัณฑ์ “Kobe Earthquake Memorial Museum” เพื่อเป็นการให้ความรู้ผู้คนในการป้องกันและเอาตัวรอดในยามเกิดแผ่นดินไหวโดยรวมภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้

ห้องฉายภาพยนตร์จอพานอรามาโอบโค้งกว่า 180 องศา ที่จะฉายภาพยนตร์และภาพเคลื่อนไหวเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในเช้าตรู่วันที่ 17 มกราคม 2538 ซึ่งได้รวบรวมภาพมาจากผู้คนจากทั่วเมืองโกเบที่ได้ถ่ายภาพบันทึกเหตุการณ์เอาไว้ ผสมผสานกับภาพจากกล้องซีซีทีวีที่ติดไว้ตามจุดต่างๆทั่วเมืองโกเบ นำมาเรียบเรียงเล่าเรื่องราวให้เห็นด้วยภาพให้เห็นความรุนแรงของการทำลายร้างจากเหตุการณ์ โดยมีระบบเสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหวกึกก้องกัปนาทมาประกอบ โดยทางเจ้าหน้าที่ของศูนย์ประกาศแจ้งให้กับผู้เข้าชมทราบก่อนฉายว่า ขณะที่ดูภาพยนตร์ความรุนแรงของเหตุการณ์ หากใครดูแล้วเกิดความรู้สึกสลดหดหู่จนไม่สามารถทนดูต่อไปได้ ก็สามารถจะเดินออกไปนอกห้องฉายได้ทันที ซึ่งเมื่อภาพยนตร์เริ่มฉายก็ปรากฏภาพของเช้าตรู่อันเงียบสงบ จู่ๆก็เริ่มมีเสียงครางครืนแล้วเกิดแผ่นดินไหวข้าวของในบ้านตกแตกเสียหาย ภาพอาคารบ้านเรือนภายนอกที่สั่นสะเทือนเหมือนถูกจับเขย่า ตึกรามบ้านช่องแตกหักพังถล่มทลาย ถนนหนทางแตกแยกเป็นร่อง ทางด่วนขนาดใหญ่บิดเบี้ยวแตกหักถล่มทลายลงมาอย่างน่าตื่นตระหนก ภาพยนตร์สั้นๆจากเหตุการณ์จริงความยาวราว 10 นาที เท่านี้ก็ทำให้ผู้ที่ได้รับชมเกิดความสลดหดหู่และประจักษ์ได้ถึงความรุนแรงจากการทำลายร้างของเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงครั้งนี้ได้อย่างดียิ่ง









อาคารที่จัดนิทรรศการ เป็นอาคารที่สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันแผ่นดินไหว สร้างซ้อนทับอาคารเดิม



สิ้นสุดทัวร์วันนี้ เย็นนี้เราสุดจะไฮโซ เข้าพักที่โรงแรม Arima Grand Hotel เป็นโรงแรมบนเขา ที่มีออนเซนที่มีชื่อเสียง การเข้าพักต้องจองกันล่วงหน้าหลายเดือนทีเดียว












หลังจากอาบน้ำที่หมักจากกรุงเทพมาตลอดทั้งคืนและทั้งวันเรียบร้อยแล้ว เราก็สวมชุดยูกาตะลงมาทานอาหารที่ห้องอาหารของโรงแรม






อาหารวันนี้เป็นชุดใหญ่จัดหนัก ชุดเนื้อโกเบ แต่เราไม่ทานเนื้อ ทางโรงแรมเลยจัดชุดปลาและหมูอย่างอื่นมาให้ทานแทน และโดนแยกนั่งจากน้องสาวที่มาด้วยกัน ถึงไม่ได้ทานเนื้อแต่เราก็ได้ทานเนื้อปลาปักเป้าที่แสนอร่อยเป็นบุญปากในครั้งนี้












หลังอิ่มหนำสำราญกันทั่วหน้า บางคนก็ไปออนเซ็นแช่น้ำพุร้อนที่อาริมะ หรือที่ทุกคนรู้จักกันในนาม “Arima Onsen” ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแร่ที่หายากมากที่สุดในโลกเพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลัก 9 ชนิดทั้งธาตุเหล็ก กำมะถัน ไฮโดรคาบอนเนต คลอไรด์ ซัลเฟด เป็นต้น จึงมีชื่อเสียงในเรื่องการรักษาโรค แต่เราไม่เคยชินกับการแก้ผ้าอาบน้ำรวมกับคนอื่น ยังรู้สึกจักกะจี้ ขอกลับห้องนอนดีกว่า

เช้านี้ตื่นมาชะโงกหน้าที่ระเบียง สัมผัสความหนาวเย็นท่ามกลางหมอกบางๆและฝนที่โปรยปรายเบาๆ ไม่อาบน้ำแล้วเพราะอาบแล้วเมื่อคืน ขอแค่ล้างหน้าแปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บกระเป๋าให้เรียบร้อย ก็ลงมาท่านอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม










อาหารเช้ามากมายละลานตา ทั้งอาหารญี่ปุ่น และ อาหารฝรั่ง

เช้านี้โปรแกรม จะขึ้นเขาRokko เพื่อไปชมใบไม้เปลี่ยนสีที่งดงามที่ สวน Kobe Nunobiki Herb Gardens ตั้งอยู่ที่บนภูเขาร็อกโกะ (Rokkō) เหนือเมืองโกเบ สามารถขึ้นไปชมสวนได้โดยการนั่งกระเช้าไฟฟ้าที่สถานี Shin-Kobe Ropeway ออกจากสถานี Shinkobe เดินไปทางขวามือจะมีป้ายบอกทางไปยังสถานี Shin-Kobe Ropeway ซึ่งอยู่ไม่ไกล








เป็นวันที่งดงามกับใบไม้เปลี่ยนสี และชุ่มฉ่ำด้วยไอฝนปรอยๆ ทำให้อากาศที่หนาวอยู่แล้ว ยิ่งหนาวเข้าไปอีก แต่เราป้องกันตัวเองมาอย่างดี กับการสวม ฮีทเทคไว้ด้านใน และ แจ๊กเก๊ตขนเป็ดด้านนอก บอกได้คำเดียว สีทนได้ค่า















จากที่นี่แล้ว เราไปต่อกันที่เมืองนารุโตะ ในเขตจังหวัดโทคุชิมะ (Tokushima) เมืองนี้มีชื่อเสียงด้านมี น้ำวนนารูโตะ ที่มีชื่อเสียง วังน้ำวนนารูโตะเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากระดับน้ำที่แตกต่างกันของน้ำทะเลในเซโตะกับมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อกระแสน้ำมาปะทะกันจึงเกิดเป็นกระแสน้ำวน ซึ่งเกิดขึ้นอยู่ใต้สะพานโอนารุโตะ ทอดข้ามช่องแคบนารุโตะระหว่างเกาะอาวาจิกับเกาะชิโกกุระยะทางยาว 1.3 กิโลเมตร

แต่กระแสน้ำวนดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา ในแต่ละวันมีช่วงเวลาดีที่สุดเพียงวันละ 2 ครั้ง ซึ่งแต่ละเดือนขนาดของวังน้ำวนก็มีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน นักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบเวลาที่เหมาะสมได้จาก www.uzusio.com

วิธีเดินทาง: จาก JR Takamatsu นั่งรถไฟ JR Kotoku Line ไปลงสถานี JR Ikenotani (ประมาณ 1 ชั่วโมง) เพื่อเปลี่ยนไปนั่ง JR Naruto Line ไปลงสถานี JR Naruto (ประมาณ15นาที) จากหน้าสถานีนั่งรถบัสไป Naruto Park ลงป้าย Naruto Koen-guchi จากนั้นเดินขึ้นไป Uzi-no-Michi ซึ่งเป็นจุดชมวังน้ำวนใต้สะพานโอนารุโตะซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปะมาณ 45 เมตร







การไปชมต้องนั่งเรือ ไปยังใต้สะพานนารูโตะ














ถึงจะเป็นน้ำวนที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็ยังโชคดีที่ได้ชม


สถานที่สุดท้ายของวันนี้ที่จะไปกัน คือ สะพานอะคะชิ-ไคเกียว (Akashi-Kaikyo Bridge )


สะพานอะคาชิไคเคียว(Akashi Kaikyo Bridge) เปิดเมื่อปี 1998 มีระยะทาง 4 กิโลเมตร เป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก ตั้งอยู่ระหว่างโกเบ(Kobe) และเกาะอาวะจิ(Awaji Island) ที่ช่องแคบอะกาชิ(Akashi Strait) และเป็นส่วนหนึ่งของทางด่วน Kobe-Awaji-Naruto(1 ใน 3 ทางด่วนที่เชื่อมต่อเกาะฮอนชู(Honshu )กับชิโกกุ(Shikoku)) ศูนย์แสดงนิทรรศการสะพานอะคาชิไคเคียว(Bridge Exhibition Center) ตั้งอยู่ที่ฝั่งโกเบใกล้กับสะพาน จัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับการวางแผน และการก่อสร้างสะพาน รวมไปถึงข้อมูลของสะพานแขวนจากที่อื่นๆทั่วโลกด้วย (มีเพียงข้อมูลภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น)


การเข้าชม

ค่าใช้จ่าย: 310 เยน

เวลาเปิด-ปิด: 9:30-17:00

วันปิดทำการ: ทุกวันจันทร์










วันที่ไป บังเอิญมีพายุระดับน้องๆไซโคลนเข้า ลมแรงระดับที่เดินเซไปเซมา หนาวจับจิต แต่เราก็ผ่านมาได้แบบประทับไว้ในดวงจิต

เย็นนี้เราเข้าพักที่ Nikko Hotel Osaka ที่อยู่กลางดงช้อปปิ้งย่าน Shinsaibashi เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว ที่ไฮโซมาก แต่เรากับต้องลำบากทุลักทุเลกับการขนกระเป๋าเดินทาง เพราะห้ามรถบัสเข้าในถนนหน้าโรงแรม ต้องลากกระเป๋าเดินกันมากกว่า 100 เมตร แต่เราก็ได้วิวสวยๆทั้งกลางวันและกลางคืนมาชดเชยอะนะ












เรามีเวลาแค่เก็บกระเป๋าเข้าห้อง และต้องรีบมาเจอกันที่ล้อบบี้ เพื่อไปทานอาหารปิ้งย่างสุดหรูที่ร้าน ย่านดงทงบูริ อิ่มแล้วก็พากันแยกย้ายช้อปปิ้งและเดินกลับโรงแรมกัน







จบทริปวันแรก เราไปต่อทริปวันที่สองที่นี่ค่ะ

http://somersetmghm.blogspot.com/2015/03/2.html