Tuesday, 1 December 2015

Japan in Memories Oct 2015- Day 5

Day 5 : Kamikochi สวรรค์บนดิน

ดูตอนที่ผ่านได้ที่นี่

Day1 :  Kyoto
Day2 :  Nara-Kyoto
Day3 :  Arashiyama
Day5 :  Kamikochi-Matsumoto
Day6 :  Matsumoto-Kawaguchiko
Day7 :  Kawaguchiko-Tokyo
Day8 :  Kamakura-Narita
Day9 :  Bangkok




เช้านี้ เราตื่นแต่เช้าเพื่อเดินเล่นชมเมืองยามเช้า    เมืองTakayama ไม่ว่าจะยามเช้า หรือ ยามค่ำ  ช่างเงียบสงบเหมือนกัน ผู้คนบนท้องถนนไม่มีให้พบเห็นเลยซักคน  ก่อนเดินชมเมืองเราแวะซื้อตั๋วรถบัสไป Kamikoji  จากออฟฟิศ Nohi Bus ข้างสถานีรถไฟ จากโรงแรมแค่เดินข้ามถนนมาฝั่งสถานีรถไฟก็ถึง  ค่าตั๋วคนละ 1,160 เยน  จะไปเที่ยวไหนก็ได้ มีรถออกทุกๆ 30 นาที ตั้งใจจะออกเดินทางตอน 9.40 น.





จุดหมายของการเดินคือมุ่งหน้าไปสะพานแดง  และ ตลาดเช้า  จากสถานีรถไฟเราเดินมุ่งหน้าทิศทางตรงข้ามสถานีรถไฟ เดินชมเมืองที่เงียบเหงาไปเรื่อยๆ ซึ่งจะสะดุดตากับความเป็นระเบียบและสะอาดของเมือง ถนนทางเดินเรียบมากไม่มีเดินสะดุดเลย มาอ่านพบในภายหลังว่า เมืองทาคายามะได้ริเริ่มโครงการพื้นที่ปลอดอุปสรรค เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวของเมือง พร้อมความสะดวกสบายให้แก่ชาวเมืองผู้สูงอายุและผู้พิการ ถือว่าเป็นความเข้มแข็งของชุมชนเมืองและหน่วยราชการท้องถิ่น ที่เอาใจใส่ดูแลท้องถิ่นของตนเองและดูแลประชาชนในท้องถิ่นได้ดีเยี่ยม  ที่แปลกคือ แผนที่สำหรับคนต่างถิ่นหรือนักท่องเที่ยว ทำฝังไว้บนพื้นถนน ไม่มีป้ายรุงรังให้เห็น  หรือถ้าจะมีป้าย ก็กิ๊บเก๋หุ้นเสาซะเลย




เดินไม่นานก็ถึงริมแม่น้ำ จากริมแม่น้ำเราสามารถมองเห็นสะพานแดงได้ไม่ยากนัก  





แวะดูตรอกบ้านเก่าใกล้กัน เงียบเหงามากๆ







ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีประปราย  










และเดินชมตลาดเชิงสะพานแดงนั่นเอง  ที่จริงยังตลาดเช้าใกล้ๆกันอีกจุดเป็นตลาดใหญ่กว่าที่นี่ แต่เรามีเวลาไม่มากนัก ก็เลยชมตลาดนี้แหละ








เป็นตลาดสินค้าโอท้อปของท้องถิ่นจริงๆ  บรรดาป้าที่ค้าขายก็ใจดี เรียกให้ชิมตลอด ทั้งแอปเปิ้ลหวานกรอบ จนผักดองสารพัดชนิด  จนวันนี้ทั้งวันเราเกิดอาการจู๊ดๆ  ถ่ายแล้วถ่ายอีก โชคดีที่ญี่ปุ่นไม่ว่าจะมุมไหนห้องน้ำหาง่ายพอๆกับดูน้ำกด ปวดก็หาห้องน้ำเข้าสะอาดและมีทิชชูให้พร้อม  ซึ่งอาการท้องเสียไม่แน่ใจว่าเกิดจากการกินผักดองริมทาง  หรือ เพราะเมื่อคืนเราเสียสัจจะไปทานเนื้อฮิดะ เพราะเลิกทานเนื้อมานานหลายสิบปีแล้ว  และสังเกตว่าเมื่อไหร่ทานเนื้อจะท้องเสียทุกครั้ง 


เดินชมพอหอมปากหอมคอ ก็ต้องเดินกลับโรงแรมเพื่อเช็คเอ้าท์และออกเดินทางต่อ ระหว่างเดินกลับ ก็ขอแวะวัด Hida Kokubunji  ก่อนถึงโรงแรมนิดเดียว  วัดเล็กๆแต่ประวัติน่าสนใจ

กล่าวกันว่าต้นแปะก๊วยอายุกว่า 1,200 ปี เจดีย์สามชั้น รวมถึงอาคารทรงระฆัง ที่ตั้งอยู่ในเขตวัดนั้น ถูกย้ายมาจากปราสาททาคายามะ และเสาหลักของเจดีย์นั้นก็ถูกสร้างมาตั้งแต่ 1,200 ปีก่อน อาคารหลักของวัดเป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองทาคายามะ สร้างขึ้นในยุคมุโรมาจิ (ประมาณ 500 ปีก่อน) วัดแห่งนี้มีคุณค่าคู่ควรแก่การเป็นวัดโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งเมืองฮิดะ






หลังจากเช็คเอาท์และทุกคนพร้อมกันแล้ว เราก็เดินข้ามถนนไปรอรถบัสเที่ยว 9.40 น.  ยังมีเวลาพอที่จะซื้อขนมของกินเป็นเสบียง  จากนั้นก็มาเข้าแถวยืนรถรถบัส และท่ารถนี้ก็มีรถบัสหลายสาย ได้แก่ รถบัสไปชิราคาวาโกะที่เราพลาดไปแล้ว  รถบัสไปนาโกย่า รถบัสไปมัตสึโมโต้  และ รถบัสไป Hirayu Onsen  โดยพวกเราต้องไปยืนตรงช่องที่ไป Hirayu Onsen ซึ่งเป็นสถานีเปลี่ยนรถบัสเพื่อเข้า Kamikochi อีกที



ตั้งใจว่าจะใช้เวลาเดินทางงีบหลับซะหน่อย  แต่วิวข้างทางสวยเหลือเกินจนหลับไม่ลง ต้องหยิบกล้องมาถ่ายวิวข้างทาง ได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็มีความสุขกับวิวสวยๆ






ประมาณ 1 ชม.  หรือ 10.40 น. เราก็เดินทางถึง Hirayu Onsen  ซึ่งเราต้องลงรถเปลี่ยนรถใหม่ เนื่องจากไม่อนุญาตให้นำรถส่วนตัวเข้าไปภายใน เพื่อรักษาความเป็นธรรมชาติของ Kamikochi 




แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติคามิโคจิ(Kamikochi) ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น ณ จังหวัดนากาโน่(Nagano) เป็นทิวทัศน์ภูเขาที่สวยงามที่สุดของประเทศญี่ปุ่น เปิดบริการตั้งแต่กลาง/ปลายเดือนเมษายนจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน ก่อนจะปิดตัวในช่วงฤดูหนาว

คามิโคจิมีที่ระยะทางยาว 15 กิโลเมตรในพื้นที่ราบสูงในหุบเขาแม่น้ำอาซุสะ(Azusa River Valley) สูงประมาณ 1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ล้อมรอบด้วยภูเขาสูง เช่น ภูเขานิชิโฮทาคาดาเกะ(Nishihotakadake) สูง 2,909 เมตร, ภูเขาโอคุโฮทาคาดาเกะ(Okuhotakadake) สูง 3,190 เมตร, ภูเขามาเอะโฮทาคาดาเกะ(Maehotakadake) สูง 3,090 เมตร และภูเขาไฟยาเกะดาเกะ(Yakedake)ซึ่งยังไม่ดับ สูง 2,455 เมตร

วิธีที่ง่ายที่สุดในการชมคามิโกจิภายใน 1 วัน คือการเดินไปตามเส้นทางเดินป่าริมแม่น้ำอาซุสะ(Azusa River) เริ่มจากสระน้ำไทโช(Taisho Pond) ไปยังสะพานเมียวจิน(Myojin Bridge) เส้นทางเป็นพื้นที่ราบ ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ในการเดินป่าก็สามารถเดินได้ ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ช่วงที่เหมาะแก่การเดินมากที่สุดคือประมาณกลางเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกันยายน ซึ่งจะสวยงามเป็นอย่างยิ่งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงประมาณกลางเดือนตุลาคม ส่วนพืชอัลไพน์สามารถชมได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนตุลาคม(เวลาที่ดีที่สุดคือกลางเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม) นอกจากนี้ยังมีสัตว์ป่าจำพวกลิง นก และหมีที่หาพบได้ยากอีกด้วย



รถบัสออกจาก Hirayu Onsen เวลา 11.00 น. และ ถึง 11.25 น. ใช้เวลาเดินทาง 25 นาที  พวกเราลงรถบัสที่ท่ารถบัส  และ ซื้อตั้วกลับโดยจะเดินทางต่อไปยังเมือง Matsumoto ไม่ย้อนกลับที่เดิมแล้ว ซื้อตั๋วแล้วก็จองเวลากลับล่วงหน้าเลย เวลา 15.00 น.  จากนั้นก็เดินอ้อมไปด้านหลังห้องขายตั๋ว เพื่อฝากสัมภาระกระเป๋าเป้ ราคาโหดเอาเรื่องน่าดู  

และเพื่อไม่ให้เป็นภาระ และใกล้เที่ยงแล้ว เราก็งัดเอาเสบียงอาหารออกมานั่งทานกัน บางคนยังไม่มีเสบียงก็ซื้ออาหารที่มีขายที่ท่ารถนี้ทาน ชิวชิว นั่งทานกันใต้ฟ้าสีคราม อากาศหนาวเย็นชื่นใจ บรรยากาศรอบข้างสดสวยกับใบไม้เปลี่ยนสีเหลืองอร่าามไปทั้งป่า


ช่วงพีคที่สุดของการดูใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่ คือ ต้นเดือนตุลาคม ซึ่งน่าจะได้ใบไม้แดงทั้งป่า  พวกเรามาปลายเดือนตุลา จึงเหลือแต่ใบไม้เหลืองเต็มป่าแทน  แต่ก็สวยงามไม่แพ้กัน

หลังทานทุกสิ่งอย่างเสร็จ ก็รวบรวมขยะทั้งหมดใส่ถุง และ ที่นี่เพื่อรักษาความเป็นธรรมชาติไว้ จึงไม่อนุญาตให้ทิ้งขยะที่นี่ ทุกคนที่ต้องนำขยะของตนเองกลับออกไปด้วย และทุกคนที่มาเที่ยวก็ให้ความร่วมมือรักษาระเบียบ ท่ามกลางนักท่องเที่ยวที่มากมาย แต่ทุกตารางนิ้วสะอาดไร้ขยะ น่าชื่นชมในระเบียบและความมีวินัยของคนที่นี่จริงๆ

จากจุดจอดรถบัส เราเดินเลียบแม่น้ำอาซุสะ(Azusa River) ไปทางสระน้ำไทโช(Taisho Pond) ระยะทาง 2.70 กม. เดินไปถ่ายรถไปกับวิวสวยๆ  อากาศดีๆ สวรรค์ดีๆนี่เอง  





ขอถ่ายภาพกับป้ายชื่อเป็นที่ระลึกกันซะหน่อย




วิวภูเขาแอลป์ญี่ปุ่น ที่เริ่มมีหิมะที่ยอดเขาให้เห็นแล้ว





เดินไปเรื่อยๆชมวิว สลับกับถ่ายภาพ แป๊ปเดียวก็ถึง สระน้ำไทโช(Taisho Pond)  สระน้ำแห่งนี้เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟยาเกะดาเกะ(Yakedake) ในปี 1915 ซึ่งในสระน้ำเต็มไปด้วยไม้ที่ผุพังแล้วเกิดเป็นทัศนียภาพที่แปลกตา













จากจุดนี้จะมีสะพานข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่ง เพื่อวกกลับไปที่เดิม  ไม่น่าเชื่อว่าเราจะเดินมาแล้ว 2.70 กม. และใช้เวลาไม่นานมากด้วย ที่จริงเราก็เร่งการเดินเพื่อให้เดินกลับไปให้ทันก่อน 15.00 น. ไม่งั้นตกรถแน่
















เที่ยวกลับนี่ เราจะเดินผ่านโรงแรมข้างทางหลายแห่ง เราสามารถค้างคืนที่นี่ได้ ไฮโซหน่อยก็นอนโรงแรม ลุยๆหน่อยก็กางเต้นท์นอน ซึ่งเค้าจะมีจุดให้กางเต้นท์นอนเป็นที่ทางชัดเจน จะมั่วกางเต้นท์ตามใจตัวเองไม่ได้  สักพักใหญ่ๆจนขาเริ่มออกอาการล้าแล้ว เราก็เดินถึงสะพานเมียวจิน(Myojin Bridge) เบ็ดเสร็จแล้วเราเดินเป็นระยะทางกว่า 5 กม. และทำเวลาได้ดี ยังไม่ถึง 15.00 น. มีเวลาพักขาที่สะพานนี้พอควร






สัตว์ป่าอื่นๆเราไม่มีโอกาสได้เห็น นอกจากฝูงลิงหน้าแดง ที่ออกจากป่ามากินลูกไม้บนต้นข้างๆสะพาน สักพักก็โดนเจ้าหน้าที่ไล่กลับเข้าป่า







พักขาจนหายเมื่อยก็เดินกลับมาที่ท่ารถ เพื่อขึ้นรถบัส และต่อรถไฟเข้าเมือง Matsumoto  เรามาถึงก็มืดแล้ว เมื่อยมากด้้วย เดิมตั้งใจว่าถึงเมืองนี้แล้ว จะไปถ่ายปราสาทมัตสึโมโต้เปิดไฟตอนกลางคืน  แต่สังขารไม่ให้ นั่งทานข้าวในโรงแรมและก็ขึ้นห้องพักผ่อนแบบหัวถึงหมอนก็หลับรวดเดียวถึงเช้า



พรุ่งนี้เช้าเราจะไปเยี่ยมชมปราสาทมัตสึโมโต้  และ เดินทางต่อไปคาวากุจิโกะ  ติดตามชมได้ที่นี่

http://somersetmghm.blogspot.com/2015/12/japan-in-memories-oct-2015-day-6-7.html