Tuesday, 17 January 2017

Japan in Memories : Kaga Onsen - Ishikawa



ใบไม้เปลี่ยนสีและชิวชิวแช่ออนเซ็น ที่เมืองคางะออนเซ็น





คางะออนเซน(Kaga Onsen) เป็นเมืองน้ำพุร้อนทางตอนใต้ของคานาซาว่า ตั้งอยู่ไม่ไกลจากภูเขาฮาคุซัง(Mount Hakusan) 1 ใน 3 ภูเขาอันศักดิ์สิทธิ์ของญี่ปุ่น(ร่วมกับภูเขาไฟฟูจิ และภูเขาทาเทยาม่า) น้ำพุร้อนแห่งนี้ถูกค้นพบในช่วงปี 1,300


จุดประสงค์ที่แวะเมืองนี้ เนื่องจากเปิดเจอโดยบังเอิญในเน็ต ว่าที่นี่นอกจากเป็นแหล่งออนเซ็นแช่น้ำพุร้อนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ที่นี่ยังมีใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยและคนไม่ค่อยรู้ เราจองโรงแรม Kakusenan ที่มีออนเซ็นแบบเปิดโล่งในโรงแรมด้วย เลยขอชิวชิวนอนแช่ออนเซ็นกันซะหน่อย












จากสถานี Kanazawa เราเดินทางโดยรถไฟสาย Thunder Bird ด้วยตั๋ว Takayama-Hokuriku pass ซึ่งนอกจากเดินทางด้วยรถไฟสาย JR ตามเส้นทางที่ระบุไว้ เราก็ใช้สิทธิ์ในการจองตั๋วรถบัส Nihi bus ไปหมู่บ้าน Shirakawago และก็ยังใช้สิทธิ์จองรถด่วนแบบจองที่นั่งได้อีก 4 ครั้ง แต่เราใช้สิทธิ์แค่ 3 ครั้งเท่านั้น

จากสถานีคานาซาว่า เรานั่งรถด่วนคันดังกล่าว แบบไม่จอดรายทาง ตรงมาจอดที่สถานี Kagaonsen ซึ่งเรานัดรถของโรงแรมให้มารับตอน 16.30 น. เรามาถึงก่อนเวลาเล็กน้อย ก็เลยเดินเล่นในสถานี และเข้าไปคุยกับส่งเสริมการท่องเที่ยวของที่นี่ เจ้าหน้าที่ดูแลเราดีมาก โทรตามรถโรงแรมให้ด้วย แนะนำจุดท่องเที่ยว และแนะนำให้เราซื้อตั๋วรถเมล์สำหรับวันรุ่งขึ้นในราคาเหมารวม 1,000 เยน

16.30 น. รถโรงแรม Kakusenan ก็มารับเราตรงเวลา ใช้เวลาเดินทางแค่ 15 นาทีก็เดินทางถึง Yamanakaonsen Honmachi เช็คอินเข้าโรงแรม กะว่าจะออกมาเดินชมเมืองยามเย็น แต่ฤดูนี้มืดเร็วมาก แค่ห้าโมงเย็นก็มืดราวกับสองทุ่มซะแล้ว

แต่เราก็ยังไม่ล้มเลิกแผนเดินชมเมือง หาข้าวเย็นทาน และค่อยกลับมานอนแช่ออนเซ็นในโรงแรมกัน










ยามานากะออนเซน(Yamanaka Onsen) เป็นเมืองตากอากาศเล็กๆที่ตั้งอยู่ในหุบเขาคาคุเซนเค(Kakusenkei Gorge) 1 ใน 4 เมืองน้ำพุร้อนในพื้นที่คางะออนเซน(Kaga Onsen) มีอายุกว่า 1,300 ปี น้ำพุร้อนที่นี่มีคุณสมบัติบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและข้อ และฟื้นฟูสุขภาพหลังจากอาการป่วย ในย่านใจกลางเมืองยามานากะเต็มไปด้วยห้องอาบน้ำสาธารณะ โรงแรมใหญ่ๆ เรียวกัง ร้านค้า และร้านอาหาร ท่ามกลางถนนที่ทันสมัย แต่ยังคงดูเป็นเมืองเก่าญี่ปุ่นที่แปลกตา ซึ่งห้องอาบน้ำที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ ห้องอาบน้ำสาธารณะคิคุโนยุ(Kikunoyu public bath) ที่ประกอบด้วยอาคาร 2 แห่ง แยกชายหญิง โครงสร้างอาคารออกแบบไว้อย่างสวยงามในใจกลางเมือง









หุบเขาคาคุเซนเค(Kakusenkei Gorge) ที่ขนานกับตัวเมืองห่างจากใจกลางเมืองไปไม่กี่ช่วงตึก เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สามารถเดินสะพานต่างๆ ทั้งสะพานไม้และสะพานเหล็กทันสมัย ใช้เวลาเดินเพียง 15-20 นาทีเข้าไปในป่า เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายภายในเมือง

เมืองยามานากะยังเป็นที่รู้จักของงานฝีมือท้องถิ่นที่หลากหลาย โดยเฉพาะเครื่องเขินยามานากะ ที่ผลิตมานานกว่า 400 ปี มีความโดดเด่นด้วยลายสลักมือที่ประณีตงดงาม นักท่องเที่ยวสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการการเคลือบ หรือหาซื้อได้จากพิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรมเครืองเขินดั้งเดิม(Yamanaka Lacquerware Traditional Industry Museum) ได้ที่ ณ ทางเข้าเมือง

นอกจากนี้ยังมีเพลงพื้นบ้านประจำเมือง(Yamanaka-bushi folk song) ซึ่งได้รับการแพร่หลายมาจากท่าเรือฮอกไกโด โดยพ่อค้าที่เดินทางมายังท่าเรือฮาชิดาเตะ(Hashidate Port) โดยการแสดงเพลงพื้นบ้านจะจัดขึ้นในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่โรงละครยามานากาซะ(Yamanaka-za thearter) อาคารแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 2002 (อาคารเดียวกันกับห้องอาบน้ำผู้หญิงของโรงอาบน้ำคิคุโนยุ)

ที่นี่นอกจากจะมืดเร็วแล้ว ร้านค้าก็ปิดกันรวดเร็วด้วย เราเดินชมเมืองยามค่ำไปจนถึง ห้องอาบน้ำสาธารณะคิคุโนยุ(Kikunoyu public bath) มีคนมาใช้บริการกันมาก แต่พวกเรามีออนเซ็นของเราที่โรงแรมแบบไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม จึงได้แต่เมียงๆมองๆ และออกมานั่งแช่บ่อน้ำร้อนหน้าโรงอาบน้ำ ตรงศาลานี้เด็กๆนักเรียนและคนที่นี่ก็นิยมมานั่งแช่น้ำร้อนกัน เราก็มาขอนั่งแช่ด้วย ชวนเด็กๆคุย เค้าก็อายๆแบบไม่ค่อยกล้าคุยกับพวกเรา ก็คงแบบเราไม่ค่อยกล้าคุยกับฝรั่งนั่นแหละ














นั่งสักพัก หอนาฬิกาข้างๆตีบอกเวลา 18.00 น. มีตัวตุ๊กตาญี่ปุ่นเปิดออกมาด้วย แต่เรากำลังแช่น้ำ จะลุกมาถ่ายก็ไม่ค่อยถนัด ใช้มือถือได้มาแบบเบลอๆนี่แหละ




ตรงบ่อแช่เท้านี้ ด้านบนจะเห็นกระบวยเล็กๆ มีคนญี่ปุ่นแวะเวียนมาตักน้ำร้อนดื่มกันเป็นระยะ เราก็เลยขอเค้าดื่มบ้าง จำไม่ได้ว่ารสชาดเป็นยังไง

จากนั้นเราก็เดินหาร้านอาหารกัน เปิดกูเกิ้ลแมม ดูพิกัดร้านอาหารได้ร้านราเมนเล็กๆไม่ไกลจากตรงนี้นัก ตอนนี้อากาศเริ่มหนาวเย็นและมีลมด้วย เดินฝ่าลมหนาวกันไม่ไกลนักก็เจอร้านราเมนตามพิกัด เปิดเข้าไปในร้าน เป็นแบบร้านครอบครัว มีคุณพ่อกับคุณย่าช่วยกันทำอาหารและคุณลูกตัวเล็กๆช่วยป่วนอยู่ข้างๆ

เราสั่งราเมนกันคนละชาม เกี๊ยวซ่าและไก่ทอดคาราเกะ มาแกล้มด้วย รสชาดก็พอทานได้











อิ่มหนำสำราญ ก็เดินกลับโรงแรม แวะดูนั่นนี่แบบมืดๆรายทางไปเรื่อยๆ




กลับมายังห้องพัก ที่จัดแบบห้องนอนญี่ปุ่นกว้างใหญ่มาก มีห้องครัวเล็กๆแต่ไม่มีเครื่องครัว มีแต่โต๊อาหาร ห้องนั่งเล่นพร้อมทีวี และห้องนอนเล็กๆ

เรารีบอาบน้ำชำระร่างกายให้เรียบร้อย แล้วสวมชุดยูกะตะของโรงแรม เดินไปบ่อน้ำร้อน เค้ามีบ่อให้เลือกแบบบ่อในห้องมิดชิด และ บ่อกลางแจ้ง เดินดูแล้วตกลงแช่บ่อกลางแจ้งนี่แหละ เป็นครั้งแรกของพวกเราทุกคนที่ยอมทิ้งความอายแก้ผ้าลงบ่อกัน น้ำร้อนทีเดียวแต่อากาศด้านนอกก็หนาวเย็น เลยเข้ากันได้ดี นอนแช่กันพักใหญ่ เพราะเค้าว่าเราไม่ควรแช่นานเกิน 15 นาที

บ่อน้ำร้อนที่ Kagaonsen เมืองนี้ เค้าว่ามีสรรพคุณในการช่วยบำบัดอาการปวดเมื่อย ปวดข้อ พอขึ้นจากบ่อ รู้สึกถึงความเบาหวิวของร่างกาย ตื่นเช้ามารู้สึกตัวเบาสบายดีจริงๆ ทำให้พวกเราติดใจ ตั้งใจว่าจะต้องหาออนเซ็นนอนแช่น้ำร้อนอีกให้จงได้






รุ่งเช้าหลังนอนหลับสบายตลอดคืน รีบตื่นก่อนฟ้าสางออกมาเดินหน้าโรงแรม เดินย้อนมาด้านขวาของโรงแรม ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงามท่ามกลางหมู่บ้านแบบน่าอิจฉาคนที่นี่ที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามเช่นนี้























รีบถ่ายภาพกันเล็กๆน้อยๆ เพราะนัดทางโรงแรมว่าจะทานอาหารเช้าตอน 7 โมงเช้า นั่งทานอาหารเช้าและชมวิวผ่านหน้าต่างห้องอาหาร แบบมีความสุขมาก
















ทานอาหารเสร็จ เราก็นัดรถโรงแรมให้ไปส่งที่สถานีรถไฟคางะ ตอน 10.00 น. เราจะมีเวลาเดินเล่นในเมืองนี้อีก 2 ชม. คราวนี้จากหน้าโรงแรมเราเลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าไป หุบเขาคาคุเซนเค(Kakusenkei Gorge) ดูจากพิกัดแล้ว เดินไม่ไกลนัก เดินชมเมืองและเลี้ยวลงแม่น้ำข้างทางที่จะมีทางเดินเชื่อมกับทางเดินในป่าของหุบเขาคาคุเซนเค ท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงาม คนน้อยจริงๆต่างชาติยิ่งน้อยใหญ่ ไม่ต้องแย่งผู้คนให้เหนื่อย























ป่ากับเมืองห่างกันแค่แม่น้ำกั้น ป่าเค้าก็คือป่าที่เขียวชอุ่มมีความเป็นธรรมชาติมากๆไม่มีขยะให้รกตาเลย เมืองก็มีความเป็นเมืองชนบทที่ทันสมัย ทึ่งกับการรักษาดูแลธรรมชาติของญี่ปุ่นจริงๆ













เวลา 2 ชม. กับระยะทางที่จะเดินไปหุบเขา 1.8 กม. เราเดินได้แค่ 800 เมตร เพลิดเพลินกับธรรมชาติตลอดเส้นทาง ไปไม่ถึงหุบเขาปลายทาง ก็ต้องกลับมาเก็บกระเป๋าเพื่อเดินทางกลับ










เรานั่งรถบัสของโรงแรม ที่มาส่งพวกเรา ณ.สถานีรถไฟคางะออนเซ็น ที่นี่เรารอขึ้นรถเมลล์ Can bus ที่เราซื้อตั๋วเหมาไว้แล้ว เรามาตรงเวลาดีมาก บนรถมีบัสโฮสเตสแนะนำเส้นทางด้วย









ที่ต่อไปที่เราจะไปคือ Nata-dera Temple


วัดนาทะเดระ(Natadera Temple) ก่อตั้งขึ้นในปี 717 อยู่ใกล้อะวาซุออนเซน(Awazu Onsen) ซึ่งเป็นวัดของพุทธศาสนาญี่ปุ่นนิกายกอน นักท่องเที่ยวต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาทีในการเดินสำรวจให้ทั่ว เนื่องจากภายในวัดมีบริเวณกว้างขวาง ประกอบด้วยอาคารหลายหลัง สวนน้ำ บันไดหินริมหน้าผา และถ้ำหินสำหรับทำสมาธิ ซึ่งภายในเป็นที่ประดิษฐานของรูปสลักไม้ของเจ้าแม่กวนอิม นอกจากนี้ยังมีเจดีย์สามชั้น และดาดฟ้าสำหรับชมวิวอยู่ที่ผาหินตรงข้ามหอระฆัง รวมถึงอาคารเสริมเล็กๆที่ตั้งอยู่ตามเส้นทางในป่าทางกลับไปยังประตูทางเข้าอีกด้วย























วัดนี้ไม่ได้มีแค่ พระ หรือต้นไม้ แต่ยังมีภูเขาหินปูนเตี้ยๆที่แต่งแต้มให้ธรรมชาติรอบๆวัดสวยแปลกตาไม่เหมือนวัดญี่ปุ่นทั่วไป


นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถเดินขึ้นไปยังบนยอดเขาของวัดที่อยู่ในป่าซึ่งสองข้างทางมีทัศนียภาพที่สวยงามของต้นไม้อันเขียวขจี นอกจากได้ความสงบร่มเย็นเมื่อมาเยือนแล้ว ยังได้สัมผัสกับความสวยงามของธรรมชาติอย่างใกล้ชิดอีกด้วย























ทางวัดทำทางเดิน ที่พาเราเดินไปรอบๆวัดได้อย่างไม่เหนือยนัก แม้จะต้องปืนเขา เดินขึ้นบันได ลงบันได แต่ความงามรอบข้างทำให้นักท่องเที่ยวต่างก็ลืมตัวเดินเที่ยวกันอย่างเพลิดเพลิน












































นับว่าเมือง Kagaonsen เป็น Unseen ที่สร้างความตื่นตะลึงให้มากมายจริง จุดหมายต่อไปคือเกียวโต ที่ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ