ชิงเต่า (Qingdao )
10-15 May 2026
ดูตอนก่อนหน้าได้ที่
ตามหาซากุระเมืองจีน #1 ( ปักกิ่ง)
ตามหาซากุระเมืองจีน #2 (Gubei Water town)
ตามหาซากุระเมืองจีน #3 ( ลั่วหนาง)
ตอนนี้เป็นตอนสุดท้าย ผ่านมาแล้ว 10 วัน เหลือ 5 วันสุดท้าย สำหรับเมือง “ชิงเต่า” อีกหนึ่งเมืองที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดของจีน
ชิงเต่า (Qingdao) เป็นเมืองที่ผสมผสานความทันสมัยของเมืองท่าระดับโลกเข้ากับเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมยุโรป-จีนได้อย่างลงตัว ด้วยที่ตั้งโดดเด่นติดทะเล และประวัติศาสตร์ในช่วงสั้น ๆ ที่เคยเป็นอาณานิคมของเยอรมนี ทำให้ชิงเต่าเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าสถาปัตยกรรมอาคารเก่าแก่สไตล์เยอรมันและยุโรปจำนวนมากยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ชิงเต่าเป็นบ้านเกิดของ เบียร์ชิงเต่า (Tsingtao Beer) ซึ่งเป็นหนึ่งในเบียร์ที่โด่งดังที่สุดของจีน
จาหเมืองลั่วหยาง เราออกเดินทางโดยรถไฟความเร็วสูง ตอนสายๆ ใช้เวลาเดินทาง 8 ชั่วโมง และกว่าจะเดินทางมายังที่พักริมชายหาด ซึ่งเราใช้บริการแท๊กซี่ ระยะทางค่อนข้างไกลเพราะสถานีอยู่นอกเมือง และช่วงเย็นรถมากและติดไปช่วงๆ กว่าจะถึงที่หมายก็มืดมากแล้ว ที่นี่เราเลือกพักอพาทเมนต์ ที่อยู่ใกล้ๆ Qingdao Music Square เป็นห้องชุด 3 ห้องนอน มีห้องนั่งเล่นตรงกลาง พร้อมทีวี ไวไฟ พร้อม ช่วงนี้หนังเรื่อง ล่าหยก กำลังฮิต แม้หลายคนในคณะจะเคยดูในเน็ดฟลิกซ์ บ้านเราไปแล้ว แต่ก็ยังยินดีนั่งดูภาคภาษาจีนอีกครั้ง
เช้าวันแรกที่ชิงเต่า เราไม่พลาดที่จะไปที่สวน Qingdao Zhongshan Park เพื่อไปดูดอกซากุระ และ ทิวลิป ที่กำลังบานสะพรั่งที่นี่
และสวนทิวลิป ในบริเวณเดียวกันที่กำลังบานสวยทีเดียว
และที่ต้องไม่พลาดอย่างยิ่ง คือ พิพิธภัณฑ์เบียร์ชิงเต่า (Tsingtao Beer Museum) เป็นของขึ้นชื่อของเมืองที่โด่งดังไปไกลทั่วโลก จุดเริ่มต้นมาจากการก่อตั้งโรงกลั่นเบียร์ของกลุ่มพ่อค้าชาวเยอรมันที่มาอาศัยในชิงเต่า แต่หลังสิ้นสุดสงครามโลก เบียร์ชิงเต่าก็กลายมาเป็นของรัฐบาลจีนโดยสมบูรณ์ อาคารสไตล์โกธิกสีแดงหลังนี้ก็ถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ และกลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กยอดนิยมของการมา เที่ยวชิงเต่า เมื่อเข้าไปด้านในจะได้สัมผัสกับประวัติศาสตร์ของเบียร์ชิงเต่า ทั้งอุปกรณ์เก่าแก่ที่เคยใช้ เบียร์ชิงเต่าจากยุคต่างๆ ขั้นตอนการผลิต และยังได้ชิมรสชาติอันแสนนุ่มนวลของเบียร์ชิงเต่าด้วย
และตลอดทางที่เที่ยวในชิงเต่า เราก็จะพบจุดขายเบียร์สด จะให้รินใส่ถุงพลาสติค หรือ ใส่ขวด ก็ได้ทั้งนั้น ราคาไม่แพง
ที่พลาดไม่ได้เช่นกัน คือชายหาดริมทะเล เมืองชิงเต่ามีชายหาดยาวถึง กม. มีหาดสำคัญที่น่าแวะเที่ยวได้แก่
ซาจื่อโข่ว (Shazi Kou) ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาเหลาซาน เป็นท่าเรือประมงเก่าแก่ และแลนด์มาร์กยอดฮิตที่คนนิยมมาถ่ายรูปกัน
จัตุรัส 54 (May Fourth Square) เป็นจัตุรัสสาธารณะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง บริเวณริมอ่าวฝูซาน (Fushan) สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ มีไฮไลต์อย่าง “May Wind” ประติมากรรมรูปเกลียวสีแดงขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายพายุหมุน ที่สื่อถึงสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง ตอนกลางคืนจะเปิดไฟสว่างไสว ดูเหมือนกับคบเพลิงที่กำลังลุกโชน
Grand Theater of Qingdao Olympic Sailing Center 奥帆中心大剧场 หรือ ศูนย์พายเรือโอลิมปิกชิงเต่า ได้รับการยกย่องว่าเป็นสถาปัตยกรรมริมน้ำที่โดดเด่นของเมือง เป็นสถานที่จัดแข่งขันเรือใบโอลิมปิกและพาราลิมปิกเกมส์ปี 2008 ของจีน ปัจจุบันเป็นจุดชมวิว 5A ที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะวิวกลางคืนที่มีการเปิดไฟตึกสูงริมทะเล
สะพานจ้านเฉียว (Zhanqiao Pier) เป็นแลนด์มาร์คและสัญลักษณ์ประวัติศาสตร์อันดับหนึ่งของเมืองชิงเต่า โดดเด่นด้วยสะพานที่ทอดยาวลงไปในทะเล 440 เมตร และศาลาฮุ่ยหลาน (Huilan Pavilion) ท้ายสะพาน ไฮไลท์สำคัญคือการชมวิวทะเลและฝูงนกนางนวล ท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติกที่เปรียบเสมือนยุโรปริมฝั่งจีน
ในที่สุดทริป ปักกิ่ง-ลั่วหยาง-ชิงเต่า 3 เมืองใหญ่ ในเวลา 15 วัน ก็สิ้นสุดลงด้วยความสบักสะบอม เพราะการเที่ยวในจีนนี่ ต้องใช้กำลังขาเดินหนักจริงๆ ทุกๆวันเราสามารถเดินเที่ยวแบบขึ้นลงเนินสูงและบันใดสูงๆ วันๆนึงไม่ต่ำกว่า 20,000 ก้าว ช่วง 2-3 วันแรกแทบแยกแต่พอผ่านไปร่างกายก็ปรับตัวได้พอควร แต่บางวันเราก็ต้องเซฟตัวเอง หากเห็นว่าเส้นทางบางจุดต้องตะกายขึ้นลงมาก เช่นที่ กำแพงเมืองจีน ทั้งๆที่เป็นความตั้งใจแรกๆในการมาปักกิ่งเลย แต่พอถึงเวลาจริงๆเรากลับถอดใจ ด้วยความเสียดาย
การเดินทางท่องเที่ยวในจีน ที่จริงยังมีอีกหลายจุดที่ยังน่าสนใจ ถ้ามีโอกาสจะไปเที่ยวชมและกลับมาบันทึกการเดินทางเช่นเคย






























































































No comments:
Post a Comment
ผ่านมาแล้วอย่าผ่านเลยไป แวะทักทายกันสักนิด......