Saturday, 26 December 2015

Japan in Memories : Gunma


กุนมะ(Gunma) เป็นเมื่อแห่งบ่อน้ำพุร้อนที่มีคุณภาพสูง และวิวทิวทัศน์ของภูเขาที่งดงาม เมืองหลักของจังหวัดกุนมะคือ เมบาชิ(Maebashi) บ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Kusatsu Onsen, Ikaho Onsen, Minakami Onsen และ Manza Onsen

ทริปนี้เรามาบางเสี้ยวของกุนมะ  คือเมือง Kusatsu  ที่มีชื่อเสียงเรื่องบ่อน้ำพุร้อนที่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของบ่อน้ำพุร้อนที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น และ Takasaki  เพื่อแวะวัดเก่าแก่ คือ Haruna Shirne

เราลงเครื่องที่สนามบินฮาเนดะ  และวิ่งผ่านโตเกียวแบบไม่แวะ (เพราะจะแวะขากลับ)  จุดแรกที่แวะคือเมือง Takasaki   เมืองนี้มีชื่อเสียงในด้านการทำตุ๊กตา Daruma ( ขอคัดลอกข้อความที่อธิบายความหมายของตุ๊กตา Daruma จากเว็บ Marumura ดังนี้)

เวลาไปญี่ปุ่นเรามักจะพบเห็นเจ้าตุ๊กตาล้มลุกลักษณะกลมๆ ไม่มีแขนและขา สีแดง ไม่มีลูกตาสีดำข้างใน มีหนวดมีเคราหน้าตาบึ้งตึงและมีจำหน่ายตามวัดต่างๆไปทั่วทุกภูมิภาคในญี่ปุ่น  ตุ๊กตาสีแดงเรียกว่า ดารุมะ นั่นเอง คนญี่ปุ่นเชื่อว่าตุ๊กตาดารุมะเป็นสัญลักษณ์ของนิกายเซน ความเพียรพยายาม ความอุตสาหะและความโชคดี ทั้งยังนิยมนำไปมอบให้เป็นของขวัญในการให้กำลังใจผู้อื่นอีกด้วยเพราะฉะนั้น ตุ๊กตาดารุมะ จึงกลายเป็นสินค้าที่นิยมซื้อกันมากในช่วงเทศกาลปีใหม่



การประดิษฐ์ตุ๊กตาดารุมะเริ่มขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ที่ วัด Shorinzan Daruma,Takasaki จังหวัดกุนมะ เพื่อช่วยให้ ชาวบ้านมีรายได้พ้นจากความอัตคัด  โดยการประดิษฐ์แบบเปเป่อร์มาเช่ (กระดาษอัดแข็ง) และนำไปจำหน่ายที่วัดเพื่อเป็นสิริมงคลต่อมาจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่ว ได้รับอิทธิพลมาจากจีนในยุคของราชวงศ์หมิง

โดยรูปแบบของตุ๊กตาดารุมะที่ญี่ปุ่นจะเรียกว่า โอคิอาการิ โคโบชิ ก็เหมือนกับ ตุ๊กตาล้มลุก บ้านเรานั่นเอง ที่ญี่ปุ่นเค้าก็มีประโยคเด็ดด้วยนะ นานะโคะโระบิยะโอะคิ แปลได้ว่า ล้มเจ็ดแปดลุก เป็นการให้กำลังใจไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ไม่ว่าจะล้มกี่ครั้งก็ต้องสู้ๆ และยืนขึ้นมาให้ได้อีกครั้ง


สมัยเอโดะส่วนใบหน้าผมของตุ๊กตาดารุมะมีลักษณะความหมายดั่งนี้ เคราคล้ายต้นสน รอบดวงหน้าคือไม้ไผ่และจมูกคือต้นพลัม ต้นไม้ทั้งหมดเป็นไม้มงคลสำหรับการดำรงชีวิตที่ดีและยืนยาว สมัยปัจจุบันก็มีการเปรียบเทียบใบหน้าดังนี้คือ ขนคิ้วเป็นนกกระเรียน และมีหนวดเคราเป็นเต่า มีความหมายที่แสดงถึงชีวิตที่ยืนยาวด้วยเช่นกัน

ส่วนตัวอักษรที่เขียนนั้นก็แล้วแต่ว่าเราอยากจะเขียนอักษรที่มีความหมายดีๆ ลงไป ส่วนใหญ่ก็มักจะเกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้าต่างๆ ภายนอกทาด้วยสีแดงให้เหมือนกับอาภรณ์ของนักบวช และมีความเชื่อตั้งแต่สมัยเอโดะเพราะในยุคนั้นเกิดโรคไข้ทรพิษระบาดไปทั่ว การพันผ้าสีแดงรอบบ้านหรือให้เด็กเล็กใส่ชุดสีแดงจะช่วยให้หายจากอาการป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็ว

ดวงตาสีขาวโพลนปราศจากลูกตาสีดำ ที่เว้นว่างไว้นั้นมีจุดประสงค์นะ เพราะเค้าเว้นไว้เพื่อให้ผู้ซื้อตุ๊กตามาวาดตาเองในช่วงต้นปี  ก่อนจะวาดตาดำตาแรกลงไปต้องมีการตั้งเป้าหมายในสิ่งที่อยากจะทำตลอดทั้งปีก่อนและขณะที่วาดตาดำแรกนั้นก็อธิฐานสิ่งดีๆ ไปด้วยพร้อมกัน  เหลือตาดำอีกข้างหนึ่งที่ยังไม่ถูกแต่งแต้มลงไป ตั้งเอาไว้ในที่ที่มองเห็นบ่อยๆแล้วเมื่อเรามองเห็นจะได้เป็นแรงกระตุ้นและผลักดันตัวเองให้ตั้งใจและพยายามทำให้สำเร็จอย่างที่เคยตั้งเป้าเอาไว้และจะได้วาดตาอีกครั้งให้ครบทั้งสองข้างซักที ที่ญี่ปุ่นเค้าเรียกว่า ตาทั้งสองได้ถูกเปิดออกแล้ว นักการเมืองนิยมทำกันมากในทุกๆ ปี เพื่อเป็นการขอพรให้ลุล่วงในเรื่องการเมืองไปด้วยดี

Haruna Shrine Takasaki  เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ซึ่งกล่าวกันว่าได้รับการสร้างขึ้นประมาณ 1,400 ปีก่อน เป็นที่มีชื่อเสียงในฐานะที่ประดิษฐานเทพเจ้าแห่งสันติภาพที่ครองแผ่นดิน, ผลผลิตธัญญาหารอันอุดมสมบูรณ์, ธุรกิจที่เจริญรุ่งเรือง, การช่วยให้มีเนื้อคู่ ฯลฯ
พื้นที่ของศาลเจ้านี้ค่อนข้างกว้าง ซึ่งมีบริเวณพื้นที่ประมาณ 150,000 ตารางเมตร และมีถนนจากทางเข้าศาลเจ้าสู่ตัวศาลยาวต่อเนื่องประมาณ 700 เมตร เป็นต้น ในปีที่ผ่านมาเร็วๆนี้ ศาลเจ้านี้ยังได้รับความสนใจในฐานะที่เป็นสถานที่ที่เชื่อว่าจุดแห่งพลัง (Power Spot) และมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาเยี่ยม

▼เส้นทางการคมนาคม
・ ประมาณ 50 นาทีโดยรถบัสจากสถานีรถไฟ Takasaki ของ JR
・ ประมาณ 50 นาทีโดยรถยนต์จาก Takasaki IC ของทางด่วน Kan-Etsu













  





ธรรมชาติรอบๆวัดช่างร่มรื่น  ต้นไม้ครึ้มสงบเงียบน่าอยู่มากๆ




  






ออกจากที่นี่ เราเดินทางต่อไปยังเมือง Kusatsu  ที่นี่เราเข้าพักที่ Ichii Hotel ซึ่งตั้งอยู่ข้างบ่อน้ำพุร้อนYubatake










หลังจากวางกระเป๋าเดินทางเสร็จ เราก็เดินมาทานอาหารในซอยใกล้โรงแรม











เครื่องปรุงพิเศษจากเมืองไทย ไร้ค่า เพราะทุกคนดื่มด่ำในรสชาดดั่งเดิมที่อร่อยล้ำ




ทานอาหารกลางวันตอนบ่ายเสร็จแล้ว ก็มาเดินชมบ่อน้ำพุร้อนกลางเมือง หน้าโรงแรมกัน

Kusatsu Onsen คุซาสึออนเซน-Kusatsu Onsen เป็นรีสอร์ทน้ำพุร้อนที่มีน้ำพุร้อนคุณภาพดี รักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ เมืองออนเซนเห่งนี้ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลในภูเขาของจังหวัดกุนมะ เหมาะสำหรับเล่นสกีในฤดูหนาว และเดินป่าในช่วงเวลาที่เหลือตลอดปี และแช่ออนเซนเพื่อผ่อนคลายร่างกายที่เหนื่อยล้า




ยูบาทาเกะ(Yubatake) เป็นเขตน้ำพุร้อน สัญลักษณ์ใจกลางเมืองคุซาสึ และเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำพุร้อนหลักๆของเมือง ซึ่งมีการส่งออกน้ำประมาณ 5,000 ลิตรต่อนาที ได้รับการจัดอันดับเป็นแหล่งผลิตน้ำพุร้อนที่มีปริมาณมากที่สุดในญี่ปุ่น
หลังจากที่น้ำพุร้อนเดือดในอุณหภูมิ 70 องศาสเซลเซียส และมีกลิ่นกำมะถันแล้วจะไหลไปตามท่อไม้เพื่อลดอุณหภูมิก่อนถูกแจกจ่ายไปสู่ที่พักเรียวกัง และห้องอาบน้ำสาธารณะต่างๆ ผู้เข้าพักเรียวกังใกล้ๆต่างสวมชุดยูกาตะ และรองเท้าแตะดั้งเดิม(geta) ออกมาแช่เท้าด้วยออนเซนร้อนๆ(ashiyu)ที่ไม่คิดค่าบริการใดใด
ภาพเมือ 8 ธค.  อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส เริ่มมีหิมะเกาะบนหลังคาบ้านและตามต้นไม้

  



จากนั้นอิสสระ ใครใคร่แช่ออนเซ็นก็ไปนอนแช่ซะ  ส่วนเราขอสำรวจเมืองดีกว่าเพราะอ่านจากเน็ตว่า ซอยด้านหลังโรงแรมไม่ไกลนัก คือสวน Sai no kawara

ความหมายของสวนไซ โนะ คะวะระ (Sai No Kawara ) ที่แปลว่า 'แม่น้ำแห่งดินแดนตะวันตก' มักจะถูกเพี้ยนไปเป็น แม่น้ำแห่งยมโลก ชื่อนี้คงจะเป็นเพราะ น้ำที่ไหล 15,000 ลิตร/นาที ผ่านสวนแห่งนี้ มีอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส และมีความเป็นกรดสูง ทำให้ดินบริเวณแม่น้ำแห้งแล้งกันดารปราศจากต้นไม้ มีตำนานกล่าวไว้ว่า เมื่อเด็กตายก่อนพ่อแม่ พวกเขาจะถูกส่งมายังไซ โนะ คะวะระ ที่นี่พวกเขาจะก่อก้อนหินภูเขา เพื่อเป็นเกียรติแก่พ่อแม่ของพวกเขาที่อยู่ในโลกมนุษย์ แต่กองหินก็ถูกปีศาจร้ายทำลายลง ที่จริงแล้ว ควันบางเบาลอยล่องยู่รอบๆ สวน กองหินที่กองอย่างไม่มั่นคงริมแม่น้ำ และน้ำสีมรกตที่เดือดพล่านไหลผ่านพื้นที่วิเวกวังเวง จึงง่ายมากที่ทำให้นึกคิดกันว่า ปีศาจจะปรากฎกายขึ้นในสายหมอก มาทำลายกองหินอย่างสนุกสนาน และทรมานเด็กๆที่น่าสงสารเหล่านั้น อย่างไรก็ดีในตำนานยังกล่าวต่อมาถึง จิโซะ (Jizo) ผู้พิทักษ์เด็กๆในไซ โนะ คะวะระ จิโซะได้ทำให้สถานะการณ์ดีขึ้น โดยป้องกันเด็กๆ จากการทรมานของปีศาจ จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่คุณจะพบรูปปั้นจิโซะที่มีหมวกและผ้ากันเปื้อนสีแดงมากมาย ในสวนไซ โนะ คะวะระ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของตำนานนี้




นอกจากนี้ในสวนยังมีรูปปั้นบรอนซ์ของนักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์เยอรมัน Dr. Belz และ Dr Sukuriba ทั้งสองได้ร่วมกันเผยแพร่เรื่องราวของน้ำพุร้อนคุสะซึตให้ทั่วโลกได้รับรู้ และในสวนยังมีศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว บ่อออนเซ็นกลางแจ้งไซ โนะ คะวะระ ซึ่งมีเนื้อที่ถึง 500 ตารางเมตร มีรูปปั้นในตำนาน และอนุสาวรีย์หินแกะสลักที่แกะสลักบทกลอนไฮกุเกี่ยวกับน้ำพุร้อนคุสะซึต

จากหน้าโรงแรม เดินเข้าซอยเดียวกับร้านอาหารที่พึ่งทานเสร็จไป เดินชมนกชมไม้ ชมร้านค้าริมทางไปเรื่อยๆ ประมาณ 4-5 ร้อยเมตรก็ถึง







สวนซาอิโนะคาวาระ(Sainokawara Park) ครอบคลุมพื้นที่หุบเขาที่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองคุซาสึมากนัก เป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่หลากหลาย และห้องอาบน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ เส้นทางที่เดินขึ้นไปถึงสวนมีทิวทัศน์ธรรมชาติที่งดงาม น้ำพุร้อนที่นี้ร้อนจัดจนสามารถเห็นฟองที่เดือดขึ้นมาจากผิวน้ำ น้ำร้อนจะไหลลงมาตามหุบเขาเพื่อลดอุณหภูมิก่อนที่จะรวมกันในลำธารกลางภูเขา เกิดเป็นน้ำตกสายเล็กๆ



เดินเล่นชมสวนจนมืด อากาศเริ่มหนาวลงทุกที ก็เดินกลับโรงแรม 











ก่อนไปทานอาหารค่ำในบรรยากาศญี่ปุ่น โดยทุกคนแต่งชุดยากาตะ ลงมาทานอาหารชุดหม้อไฟที่ห้องอาหาร ก็สังเกตุการจัดแต่งบรรยากาศรอบด้าน น่าชื่นชมการรักษาเอกลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่น และจัดแต่งสถานที่นำเสนอได้สอดคล้องกับวัฒนธรรมโดยไม่นำวัฒนธรรมอื่นมาปะปน ทำให้รู้สึกได้ว่า ไม่ว่าญี่ปุ่นจะเจริญขีดสุดเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วแต่ก็ยังคงรักษารากเหง้าวัฒนธรรมของตัวเอง และคนญี่ปุ่นก็เห็นคุณค่าและซาบซึ้ง ช่วยกันรักษาวัฒนธรรมของตัวเองอย่างดี 

 

 

อาหารค่ำชุดหม้อไฟ  ก่อนกลับไปนอนพักผ่อนจากการเดินทางมาตลอดคืน  

  

  

ทีจริงในกุมมะ ยังมีสถานที่น่าเที่ยวมากมาย ในทุกฤดู เช่น ในเทศกาลชมดอกซากุระบาน จังหวัดนี้ก็เป็นจุดชมดอกซากุระงามจุดหนึ่ง หรือ ใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่ก็มีจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่งดงามที่สุดที่หนึ่ง  ยิ่งในฤดูหนาวที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องสกีรีสอร์ท ที่สำคัญไม่ไกลจากโตเกียว ใช้เวลาเดินทางไม่นานมาก  คาดหวังว่าถ้ามีโอกาสจะวางทริปมาลุยหิมะที่นี่ซักครั้ง.....