Sunday, 16 April 2017

Japan in Memories : Hokkaido in winter (1)

Sapporo-Otaru-Noboribetsu ( Mar 2017)



เป็นความฝันของคนในประเทศเขตร้อน ที่อยากสัมผัสหิมะเต็มๆสักครั้ง มาคราวนี้จึงไม่รอช้าที่จะจัดโปรแกรมมาลุยหิมะฮอกไกโด ให้หนำใจ  เราเลือกช่วงเวลาปลายหนาวสักนิดให้พอมีหิมะตกบ้างแต่ไม่รุนแรง ช่วงต้นมีนาคม จึงน่าจะเหมาะที่สุด

โปรแกรมที่วางไว้ ตั้งใจไปแค่ 5 วัน เพราะยังต้นปี กะเก็บวันลาไว้ทริปอื่นๆปลายปีอีกครั้ง  การเดินทางได้ตั๋วประหยัดของแอร์เอเชีย แต่ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่มาเลเช๊ย ดูเวลาแล้วรอเครื่องเปลี่ยน 2 ชั่วโมงเท่านั้น พอรับได้

แผนการเดินทาง
  • วันแรก เราจะเดินทางถึงสนามบิน ชิโตเสะ New Chitose Airport (CTS) เวลา 8.00 น.  เดินเล่นชมร้านค้าต่างๆในสนามบินซักพัก แล้วค่อยเดินทางมุ่งหน้าไป โอตารุ(Otaru) 
  • วันที่สอง  ก่อนออกจากโอตารุ แวะขึ้นเขาเทนงุ tengu) กลิ้งเกลือกหิมะกันซักพัก  จากนั้นกลับมานั่งรถบัสที่สถานีโอตารุ ไปโรงงานชอคโกแลต(Shiroi  Koibito  Park 白い恋人パーク บ่ายๆเข้ามาค้างที่ Sapporo ช้อปปิ้งที่ถนนคนเดิน  
  • วันที่สาม  ออกกันแต่เช้ามุ่งหน้าไปหุบเขานรก Noboribetsu เย็นๆถ้ามีเวลาก็มาช้อปปิ้งในเมืองซัปโปโรกันต่อ
  • วันที่สี่  เที่ยวในเมืองSpporo ตั้งใจไป Hokkaido  Jingu   และสวนสัตว์ Maruyama ที่อยู่ใกล้ๆกัน บ่ายๆจะมาต่อที่ โรงงานเบียร์ในเมือง ก่อนไปค้างที่ชิโตเสะ เพราะเราจะเดินทางกลับแต่เช้า
  •  วันสุดท้าย เดินทางกลับแต่เช้า แวะเปลี่ยนเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ ก่อนถึงไทยตอนค่ำๆ


รายละเอียดสถานที่เที่ยว

เกาะฮอกไกโด ตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 รองจาก เกาะฮอนชู (Honshu / 本州) ซึ่งเป็นเกาะหลักของญี่ปุ่น โดยมีอุโมงรถไฟชินคันเซ็นใต้ทะเล ชื่อว่า “Seikan Tunnel (青函トンネル)” เชื่อมระหว่างทั้งสองเกาะบริเวณช่องแคบ Sugaru Strait (津軽海峡)

นอกจากนั้นแล้ว ฮอกไกโด ยังประกอบไปด้วยเกาะเล็กๆ อีกหลายเกาะ มีศูนย์กลางและเมืองหลักอยู่ที่ เมืองซัปโปโร (Sapporo / 札幌) ซึ่งอยู่ทางตอนกลางของเกาะและยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคนี้

 เมืองซัปโปโร (Sapporo / 札幌) เป็นเมืองหลักของฮอกไกโด มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของประเทศ

Odori Park 大通公園สวนสาธารณะซึ่งเป็นแนวยาวไปกับถนนกว่า 1.5 กิโลเมตร ตั้งอยู่กลางเมืองซัปโปโรจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ ในฤดูร้อนจะเห็นสวนเขียวขจีมีสีสันสวยงาม ส่วนในฤดูหนาวจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะจนเป็นสีขาวโพลน นอกจากนั้น สวนแห่งนี้ยังใช้เป็นสถานที่ในการจัด เทศกาลหิมะซัปโปโร (Sapporo Snow Festival) ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี หากต้องการชมภาพมุมสูงของสวน Odori Park สามารถขึ้นไปชมได้ที่ Sapporo TV Tower

Sapporo TV Tower さっぽろテレビ塔หอคอยความสูง 147 เมตรซึ่งใช้เป็นที่ส่งสัญญาณโทรทัศน์ของเมืองและเป็นจุดชมวิวที่ความสูง 90 เมตร สามารถมองเห็นวิวของสวน Odori Park ได้ตรงหน้าพอดีและยังมองเห็นวิวของเมืองได้ 360 องศา เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คที่สำคัญของเมืองซัปโปโร



Sapporo Clock Tower 札幌市時計台หอนาฬิกาสไตล์อเมริกันซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองซัปโปโรที่ทำด้วยไม้ทั้งหลัง ตัวอาคารสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1878 โดยเป็นอาคารเรียนของ Sapporo Agricultural College (ปัจจุบันคือ Hokkaido University) และได้นำเข้านาฬิกามาจากเมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา มาติดตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1881 ปัจจุบันได้กลายพิพิธภัณฑ์ที่แสดงประวัติของเมืองที่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้

Former Hokkaido Government Office Building
(Red Brick Office) 北海道庁旧本庁舎(赤れんが庁舎)ศาลาว่าการเมืองฮอกไกโดหลังเก่า หรือ ทำเนียบอิฐแดง นั้นเป็นอาคารขนาดใหญ่ซึ่งทำจากอิฐสีแดงและเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของฮอกไกโด ตัวอาคารสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1888 และได้ใช้งานมากว่า 80 ปีก่อนที่จะย้ายไปยังอาคารศาลาว่าการหลังใหม่ที่อยู่ด้านหลัง ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมภายในโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
Susukino  すすきの  ย่านซูซุกิโนะเป็นย่านเอนเตอร์เนทเมนต์ยามค่ำคืนที่ใหญ่ที่สุดของฮอกไกโด ตั้งอยู่ใจกลางเมืองซัปโปโร เทียบๆ ได้กับย่านคาบูกิโจ (Kabukico / 歌舞伎町) ของโตเกียว ที่นี่มีทั้งแหล่งช้อปปิ้งที่สำคัญ คือ ตรอกทานุกิโคจิ (Tanukikoji Shopping Street / 狸小路商店街) (แผนที่) และตรอกราเมงที่มีชื่อเสียง (Ramen Yokocho / ラーメン横丁) (แผนที่) รวมทั้ง ร้านอาหาร สถานบันเทิง ร้านคาราโอเกะให้เลือกอีกมากมาย ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ก็ยังใช้เป็นหนึ่งในสถานที่จัดเทศกาลหิมะอีกด้วย







Kitanogurume  北のグルメ  ร้านคิตะโนะกูรุเมะเป็นร้านเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในตลาดกลางขายส่งเมืองซัปโปโร (Sapporo Central Wholesale Market / 卸売場外市場) แบ่งเป็นโซนที่ขายอาหารสดๆ ของขึ้นชื่อ อาหารประจำฤดูกาลของฮอกไกโด และยังมีโซนร้านอาหารที่เสิร์ฟอาหารทะเล เช่น ข้าวหน้าปลาดิบ ไข่ปลา ปูยักษ์ หอยเม่น เป็นต้น (ดูเมนู) ที่บอกได้เลยว่าของที่นี่สด อร่อย และมีคุณภาพดีมากๆ

 Okurayama Ski Jump Stadium  大倉山ジャンプ競技場  ลานกระโดดสกีความสูง 90 เมตรซึ่งเคยใช้จัดแข่งโอลิมปิคฤดูหนาวเมื่อปี ค.ศ. 1972 ปัจจุบันใช้เป็นสถานที่ฝึกซ้อมและจัดแข่งขันกระโดดสกี อีกทั้งยังเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปชมวิวรอบๆ ซัปโปโรจากยอดเขาและจุดสตาร์ทกระโดดสกีได้ โดยการนั่งกระเช้าระยะทางกว่า 300 เมตร

สนาบินชิโตเสะ
ปกติสนามบินเป็นที่ที่เราใช้เวลาแวะไมน่านนัก เพียงแค่รอขึ้นเครื่อง หรือรอออกจากเครื่อง ผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง รับกระเป๋า แล้วก็เดินทางไปยังจดุหมายให้เร็วที่สุด แตที่ สนามบนิ New Chitose Airport (รหัส สนาม บิน CTS) เป็นมากกว่านั้น จนแทบจะใกล้เคียงห้างสรรพสินค้าขนาดย่อมทีเดียว




ที่นี่มีพี้นที่ให้คุณแต่งตัวแบบสบายๆ ทั้งตอนลงจากเครื่อง ก่อนจะไปผจญอากาศหนาวเย็นยะเยือกของฮอกไกโด และ เปลี่ยนกลับเป็นชดุสบายๆสําหรับขึ้นเครื่องก่อนจะกลับ (ห้องแต่งตัวอยู่ชั้น 3 ผู้โดยสารขาเข้า) นอกจากนยังมีบริการแมวดำ รับส่งกระเป๋าถึงโรงแรมในเมืองหรือที่อี่นๆ ในญี่ปุ่นด้วยเลย หรือใครยังไมได้เช่า Pocket WiFi มาจากเมอืงไทย ก็มี เคานเตอร์ให้เช่า ออกประตูผู้โดยสารขาออกมาอยู่ทางมือ ส่วนใครยังขาดความอบอุ่น ไมว่าจะเป็นแผ่นแปะให้คลายกล้ามเนื้อ แผ่นแปะให้ร้อน สายคาดรองเท้าแบบมีตะปูกันลื่น ( Suberidome) ออกจาก ตม. แล้วจะเจอร้านสะดวกซื้อที่มีทุกอย่าง


  • ROYCE’ Chocolate World มีการย่อโรงงานช็อคโกแลตย่อมๆ ของ Royce มาให้ชมกันด้วย มีส่วนจะแสดงความเป็นมาของช็อคโกแลต รวบรวมบรรจุภัณฑ์ (ซอง/กระปุก) สำหรับช็อคโกแลตของหลากหลายผลิตภัณฑ์ช็อคโกแลตจากทั่วทุกมุมโลก และยังมีช็อปให้เลือกซื้อช็อคโกแลตของ ROYCE’ ชนิดที่ว่า ทุกแบบ ทุกรสชาด ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม หนึ่งในนั้นคือ NAMA Chocloate เป็นช็อคโกแลตกล่องสี่เหลี่ยมจตุรัส มีหลากหลายรสชาติ ที่ผสมแอลกอฮอล์ และไม่ผสมแอลกอฮอล์ ช็อคโกแลตมีความนุ่มมาก แต่ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีอายุอยู่แค่เพียง 1 เดือนบนเชล์ฟ และต้องเก็บภายใต้อุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศา ซึ่งแน่นอน ไม่ใช่สภาพอากาศบ้าน (ราคากล่องเล็ก (9 ชิ้น) อยู่ที่ ¥454 กล่องใหญ่ (20 ชิ้น) อยู่ที่ ¥700)

  • DORAEMON WAKU WAKU SKY PARK (ドラえもん わくわくスカイパーク ) ใครที่ชื่นชอบการ์ตูนตลอดกาลอย่างโดราเอมอนก็ไม่ควรพลาดในส่วนตรงนี้ ซึ่งมีตั้งแต่ส่วนที่เป็นร้านอาหาร (Cafe) ขายขนม เครื่องดื่ม, ภายในพิพิธภัณฑ์มีมุมให้ถ่ายรูปมากมาย รวมถึงสนามเด็กเล่น ห้องสมุด ที่ทำเวิร์คช็อป ร้านขายของที่ระลึกและคาเฟ่โดราเอม่อน เป็นที่เที่ยวที่เหมาะทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ ¥800)
  • ขึ้นไปชั้น 4 ร้าน Potato theater ขายขนมมันฝรั่งล้วน ๆ และด้านในม่านแดงนั้นเป็นโรงภาพยนตร์ฉายกระบวนการผลิต ถ้าซื้อเยอะจะมีถุงผ้าแถมด้วย
  • ร้านราเมง Sora คำขวัญร้านคือ No Ramen No Life 
  • ชั้น3 UNIQLO new Chitose Airport ชั้น2 
  • MUJI ชั้น2
.




โอตารุ(Otaru)

เป็นเมืองที่ติดชายฝั่งทะเลตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น เป็นเมืองที่อยู่ติดกับซัปโปโร นั่งรถไฟมาประมาณสี่สิบนาทีก็จะถึง แผนที่การเดินทางในตัวเมือง สามารถไปหยิบมาได้จากสถานี Otaru ที่นี่มีตึก และอาคารเก่าๆสวยๆอยู่เยอะ 





“คลองโอทารุ (Otaru canal/Otaru Unga)” คลองที่มีความสวยงามซึ่งไหลผ่านกลางเมืองโอตารุ เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญของเมือง ริมคลองตกแต่งด้วยโคมไฟสไตล์วิคตอเรียนและมีอาคารโกดังที่สร้างจากอิฐเป็นแนวยาวไปตามคลองได้บรรยากาศโรแมนติกมากๆ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปียังใช้เป็นหนึ่งในสถานที่จัดงานเทศกาล “Otaru Snow Light Path Festival” ซึ่งจะมีการประดับตกแต่งด้วยโคมไฟทั่วทั้งเมือง รอเวลาให้พระอาทิตย์ตกดิน เพื่อที่จะเดินไปชมแสง สี เสียงในบริเวณคลองโอทารุ ซึ่งก็จะเริ่มราวๆ 4-5 โมงเย็น ยิ่งในช่วงเทศกาลหิมะแบบนี้ ก็จะได้เห็นคนที่นี่ มาปั้นหิมะกันประดับอยู่หน้าบ้านตัวเองบ้าง ไปช่วยกันปั้นในพื้นที่สาธารณะบ้าง



ลอ่งเรือชมคลองโอตารุ Otaru Canel Cruise จะได้ชมบรรยากาศโดยรอบของคลองโอตารุ ทีมีชื่อเสียง ด้วยอาคารโบราณต่างๆทีอยู่เรียงรายทั้ง 2 ฝั่งคลอง เรือทีล่องถูกออกมาเป็น พิเศษเนื่องด้วยต้องการรักษาสภาพแวดลอ้มต่างๆเอาไว้จึงออกแบบให้เรือมีขนาดเล็ก เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เรือจะออกจากบริเวณสะพาน Chuo­bashi Bridge ซึ่งอยู่ใก้ลก้บสถานี JR Otaru Station จากนั้นจะล่องไปยังคลองฝั่งใต้บริเวณสะพาน Asakusabashi Bridge และไปยังคลองฝั่งเหนือ แล้ว จึงค่อยวนกลับมาที่จุดออกเรือเดิม ใช้เวลาประมาณ 40 นาที สามารถเลือกได้ว่าจะล่องตอนกลางวันหรือกลางคืน บรรยากาศก็จะแตกต่างกันออกไปแล้แต่ว่าชอบชมวิวแบบไหน








Otaru Music Box Museum พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีเก่าแก่ของญี่ปุ่น ตั้งอยู่บนถนน Sakaimachi Dori (境町通り) ไม่ไกลจากคลองโอตารุ ส่วนของอาคารหลัก (Main Building) เป็นอาคารสไตล์ตะวันตก 3 ชัันที่สร้างจากอิฐ มีอายุกว่า 100 ปี ด้านหน้าของอาคารมีนาฬิกาไอน้ำจากเมืองแวนคูเวอร์ตั้งอยู่ซึ่งจะพ่นไอน้ำประกอบกับเสียงดนตรีดังทุกๆ 15 นาที ส่วนภายในอาคารมีทั้งโซนจำหน่ายกล่องดนตรีและของที่ระลึกต่างๆ มากมายและโซนที่จัดแสดงประวัติความเป็นมาของกล่องดนตรี

ถนนคนเดิน miyako dori ถนนสายช้อปปิ้งสำคัญอีกแห่งของโอตารุ เป็นแหล่งรวมร้านขายเสื้อผ้า รองเท้าที่อีกสารพัดแถมมีหลังคาคลุมตลอดเส้นทำให้เดินได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องกลัวหิมะ

ตลาดปลาSankaku Market ข้างสถานีรถไฟ มีอาหารทะเลสดๆ เราสามารถสั่งซูชิ หรือข้าวหน้าอาหารทะเลสดๆมานั่งทานในร้านเล็กๆในตลาดได้เลย  ต่อด้วยขนมหวานหน้าสถานี LeTHo ตรงข้ามสถานีรถไฟ 


ทางรถไฟสายเก่า Temiya line จุดจัดงาน Otaru snow light path ทางเดินหิมะประดับไฟข้างทาง



กระเช้าภูเขาเทนงุ(Tenguyama Ropeway) ขึ้นไปยังยอดเขาเทนงุุทีความ สงู 271 เมตร ใช้เวลาเพียง 4 นาทีเป็นจดุชมวิวที่สามารถมองเห็นเมืองโอตารุุท่าเรือ และอ่าวอิชิการิได้ ทั้งหมด ตอนกลางคืนก็จะเห็นแสงไฟที่สว่างไสว นอกจากนี้ยังมีร้านขายของที่ระลึก และ ภัตตาคารหรูสําหรับรับประทานอาหารและชมวิวไปพร้อมๆกัน



Nikka Whisky Yoichi Distillery  ニッカウヰスキー余市蒸溜所 โรงกลั่นวิสกี้ชื่อดังของญี่ปุ่น “Nikka Whisky (ニッカウヰスキー)” ก่อตั้งโดย Masataka Taketsuru ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ไปเรียนรู้เทคนิคการกลั่น Scotch Whisky ต้นตำรับที่สก๊อตแลนด์ โรงกลั่นแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมือง โยอิจิ (Yoichi-cho / 余市町) เป็นเมืองซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง โอตารุ (Otaru / 小樽市) อาคารต่างๆ และบรรยากาศภายในพื้นที่ของโรงกลั่นดูคลาสสิคเหมือนอยู่ในประเทศสก๊อตแลนด์ บุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปเชี่ยมชมโรงกลั่นและพิพิธภัณฑ์วิสกี้ได้ อีกทั้งยังมีวิสกี้ให้ชิมฟรีอีกด้วย เป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเนื่องจากใช้เป็นที่ถ่ายทำซีรี่ส์ญี่ปุ่นเรื่อง “Massan (マッサン)” ซึ่งเป็นเรื่องราวชีวิตของผู้ก่อตั้งนั่นเอง


ที่อื่นๆนอกเมืองซัปโปโร

Shiroi Koibito Park (Ishiya Chocolate Factory) 白い恋人パーク (イシヤチョコレートファクトリー) สวนสนุกชิโรอิโคอิบิโตะซึ่งเป็นโรงงานผลิตขนมของฝากขึ้นชื่อของฮอกไกโดโดยบริษัท Ishiya ภายในประกอบไปด้วย โรงงานผลิตขนมที่เปิดให้ชมกระบวนการผลิตได้ พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงของเล่นและของสะสมหายาก สวนกุหลาบหลากหลายพันธุ์ แกลอรี่เครื่องเล่นแผ่นเสียง ร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านขายสินค้าต่างๆ



 โนโบริเบทสึ (Noboribetsu) เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านบ่อน้ำพุร้อนประจำภูมิภาคฮอกไกโด บ่อน้ำพุร้อนที่งดงามที่สุดได้แก บ่อจิโงคุดานิ(Jigokudani or Hell Valley) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือ บริเวณอุทยานแห่งชาติชิโคสึ โทย่า(Shikotsu-Toya Nationnal Park)



หุบเขานรกจิโงคุดานิ (Jigokudani หรือ Hell Valley ) เป็นหุบเขาที่งดงาม ตั้งอยู่เหนือย่านบ่อน้ำร้อนโนโบริเบทสึ(Noboribetsu Hot Springs) น้ำร้อนในลำธารของหุบเขาแห่งนี้มีแร่ธาตุกำมะถันซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของย่านบ่อน้ำร้อนโนโบริเบทสึนั่นเอง  เส้นทางตามหุบเขาสามารถเดินไต่ขึ้นเนินไปเรื่อยๆประมาณ 20-30 นาทีจะพบกับบ่อโอยุนุมะ(Oyunuma) เป็นบ่อน้ำร้อนกำมะถัน อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส ถัดไปเรื่อยๆก็จะเป็นบ่อเล็กๆ บางบ่อมีอุณหภูมิที่ร้อนกว่า และยังมีบ่อโคลนอีกด้วย น้ำที่ไหลออกจากบ่อโอยุนุมะ เป็นลำธารเรียกว่า โอยุนุมะกาว่า(Oyunumagawa) ซึ่งไหลผ่านป่านเป็นแม่น้ำหลายร้อยเมตร สามารถเพลิดเพลินไปกับการแช่เท้าพร้อมชมทิวทัศน์ที่งดงาม ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงกลางเดือนตุลาคม ก็จะเพิ่มสีสสันให้กับทัศนียภาพให้สวยงามยิ่งขึ้น





เตรียมการเดินทาง  เราเช็คอุณหภูมิของซัปโปโร แล้ว ถึงแม้จะเป็นปลายฤดูหนาว แต่หิมะก็ยังตกอยู่ อากาศที่คาดว่าจะพบพานคือ ระหว่าง 0 องศา ถึง -3 องศา  ฉะนั้นเครื่องกันหนาวที่จะนำไปใช้จึงสำคัญมาก หลายๆเว็บแนะนำให้ไปหาซื้อที่ซัปโปโร ราคาถูกและหาง่าย  แต่จริงๆแล้วขอแนะนำให้เตรียมไปให้พร้อมจากเมืองไทยดีที่สุดเพื่อจะได้ไม่เสียเวลาเที่ยวมาเดินหาซื้อเครื่องกันหนาว แต่ถ้าเตรียมมาไม่พร้อมในสนามบินชิโตเสะ ก็มีร้านค้าและเสื้อกันหนาวขายมากมายและร้านยูนิโคล่ตัวช่วยสุดท้ายก็เปิดในสนามบิน แต่เราจัดเต็มมาแล้วเลยไม่ได้เสียเวลาแวะแต่อย่างใด

เครื่องกันหนาวที่ควรเตรียมมาให้พร้อมคือ เสื้อฮีทเทคตัวในสุด เสื้อฟลีทหรือผ้าสำลีตัวกลางจะเป็นสเวทเตอร์หรือเสื้อยืดคอกลมก็ได้ และเสื้อแจคเก๊ตขนเป็ดตัวนอก และถ้ากลัวไม่พอจะแถมเสือโอเวอรโค้ทตัวนอกสุดท้ายก็ได้ เราจัดเต็มตามนี้ แต่พอไปถึงจริงๆ แค่ 3 ชั้นหลักก็เอาอยู่แล้ว โอเวอร์โค้ทจึงกลายสิ่งประดับกระเป๋าเดินทางให้อุ่นใจเท่านั้นเอง  กางเกงควรมีลองจอนหรือฮีทเทคตัวใน และกางเกงหนาๆตัวนอก 2 ชั้น ก็พอเพียง

รองเท้าและถุงมือ ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะขาดเสียมิได้ ถุงมือหาหนาๆหน่อย รองเท้าหาที่บุขนสัตว์ด้านในจะอุ่นที่สุด รองเท้าหนังกลับบุขนสัตว์แบบบู๊ทสวยๆที่วางขายในกรุงเทพคู่ละ 7-8 ร้อย จะอุ่นที่สุดเดินสบายที่สุดไม่ลื่นด้วย ส่วนรองเท้าผ้าใบควรเลือกแบบรองเท้าหนัง เพื่อมิให้รองเท้าเปียกชื่นจากหิมะ แต่จากที่ไปแล้ว เอารองเท้าไปทั้ง 2 อย่าง สรุปว่า รองเท้าผ้าใบเวลาเดินบนหิมะที่แข็งจะลื่นมาก รองเท้าถูกหรือแพงไม่สำคัญเพราะเราใช้ นิวบาลานซ์ เดินไปลื่นไปต้องคอยประคองตัวดีๆ สู้รองเท้าหนังกลับบุขนสัตว์แบบบู๊ทแฟชั่นคูละ 800 ไม่ได้ เดินเกาะหิมะดีมาก  แต่ถ้าเอารองเท้าผ้าใบไปก็ไม่ต้องคิดมาก เมื่อถึงซัปโปโรแล้ว เข้าร้าน 7-11 หรือ Familymart ซื้อแผ่นรองใต้รองเท้ามาสวมรัดรองเท้าผ้าใบอีกทีจะช่วยให้เดินเกาะหิมะได้คล่องตัวดี (แผ่นรองเท้าคู่นึงราคาประมาณ 1000 กว่าเย็น)  สิ่งสำคัญควรระลึกไว้เสมอว่า มือและเท้าเป็นส่วนสำคัญต้องให้อุ่นไว้เสมอห้ามปล่อยให้เย็นเด็ดขาด ดังนั้นถ้ายังรู้สึกเย็นมือและเท้า ให้หาซื้อแผ่นอุ่น ในร้านสะดวกซื้อมาใช้ด่วน

สำหรับผ้าพันคอ และ หมวก จะนำเอาไปสำหรับใส่ถ่ายภาพสวยๆ ก็ไม่ผิดกติกาใดๆ




และวันเดินทางก็มาถึง เราเดินทางกัน 4 คน ป้าหลานคู่เดิม และ น้องสาว น้องเขย เพิ่มมาอีกคู่

เรานัดพบกันที่ดอนเมือง หลังจากเช็คอินเสร็จเรียบร้อย เวลาเหลือเยอะเราจึงมานั่งทานข้าวกันที่ร้าน S&P รอเวลาเครื่องออก  18.00 น.

 18.00-21.00 น. แอร์เอเชียออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่สนามบินกัวลาลัมเปอร์
23.00-8.00 น. ออกจากกัวลาลัมเปอร์ สู่ สนามบินชิโตเสะ เมืองซัปโปโร




 หลังจากเสร็จจากพิธีการตรวจคนเข้าเมือง ออกมาแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปลียนเครื่องแต่งตัว จากเมืองร้อนมาสู่เมืองหนาวโดยพลัน  จากช่องทางออกเมือรับกระเป๋าแล้ว ให้เดินเลี้ยวขวาเดินมาสุดทาง จะพบห้องให้เปลี่ยนเสื้อผ้า หลังจากล้างหน้าแปรงฟันและเปลียนชุดเต็มยศจัดเต็ม หิ้วโอเวอร์โค๊ตติดมือมาด้วย



อันดับต่อไป ก็หาอะไรใส่ท้อง ขึ้นไปยังชั้น 2 ของสนามบิน มีร้านอาหารให้เลือกมากมาย เราเลือกโซนราเมน เข้าร้านที่มีคนอุดหนุนมากที่สุด (เชื่อว่าต้องอร่อย) และก็ไม่ผิดหวัง มื้อแรกจึงผ่านไปอย่างอร่อยเหาะ

 



อิ่มแล้ว ก็เดินดูร้านค้าต่างๆในสนามบิน

 


หลังจากแวะที่ร้านแมวดำ  ฝากส่งกระเป๋าใบใหญ่ล่วงหน้าไปรอเราที่โรงแรม ในเมืองซัปโปโร ที่เราจะพักพรุ่งนี้ และแบ่งของใส่เป็สำหรับใช้วันนี้ที่โอตารุ แล้ว ก็ลงกระไดเลื่อนลงมาชั้นใต้ดิน เพื่อซื้อตั๋วรถไฟไปยังเมืองโอตารุ ที่ชานชลามีเบนโตะข้าวกล่องขายด้วย แต่ดูเหมือนคงไม่ค่อยเหมาะที่จะนั่งทานบนรถไฟ เพราะเห็นทุกคนนั่งกันเงียบๆ





ขึ้นรถไฟแล้ว รถไฟใช้เวลาวิ่งไปเมืองโอตารุ ชั่วโมงกว่าๆ เราขึ้นขบวน JR Rapid Airport วิ่งตรงไปโอตารุ โดยไม่ต้องเปลี่ยนขบวน










ไปถึงโอตารุเที่ยงกว่าๆ  ไม่รอช้า เดินเลี้ยวซ้ายหน้าสถานีตรงไปตลาดปลาติดๆกับสถานี ตลาดนี้เป็นตลาดเล็กๆ เดินเลือกร้านนึงที่มีคนนั่งเต็ม สั่งข้าวหน้าซาซิมิ และ หน้าปู มาคนละถ้วยๆละ 1,200-1,800 เยน  ถ้วยไม่ใหญ่แต่ข้าวและกับอัดแน่น จนไม่สามารถกินหมด ถ้าเราสั่งถ้วยนึงทานกัน 2 คน น่าจะพอดีหมดถ้วย










ทานกันเสร็จ กะว่าจะไปทานขนมหวานที่ร้าน LeTaO ร้านขนมชื่อดังหน้าสถานีรถไฟ แต่เนื้อที่ในกระเพาะไม่เหลือให้ขนมเข้าไปในท้องได้ จึงได้แต่ดูด้วยความเสียดาย

จากสถานีเราเดินตรงไปยังคลองโตารุ ตามถนนตรงข้ามสถานี ระยะทางประมาณ 700 เมตร เดินสัมผัสหิมะที่กองริมทาง ตื่นตาตื่นใจกับหิมะ ไม่เพียงแต่พวกเรากะเหรี่ยงเมืองร้อน แม้คนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยงอื่นๆ ก็ตื่นตาตื่นใจแบบเราเหมือนกันเลย บางคนก็แวะปั้นตุ๊กตาหิมะริมทางเล่น





 



คืนนี้เราพักที่โรงแรม Nord Otaru ซึ่งอยู่หัวมุมริมคลองโอตารุ เลย ราคาก็ไม่แพงมากนัก  ที่สำคัญเจ้าหน้าที่น่ารักมาก เดิมเราจองห้องแบบนอน 4 คน มา 2 ห้อง เพราะกลัวนอนแน่นห้อง เลยอยากพักแบบสบายๆหลวมๆ  เจ้าหน้าที่เห็นเราพักกันห้องละ2 คน เลยเปลี่ยนเป็นห้องคู่ให้ ที่สำคัญได้ห้องด้านริมคลองซะด้วย น่ารักจริงๆ  หลังเอาของเข้าเก็บแล้ว ไม่รอช้าออกมาลั้นลาทันที


ออกจากโรงแรม แค่ข้ามถนนก็ถึงคลองโอตารุแล้ว อากาศช่างสดใส สะอาดชื่นใจ เย็นสบายแท้ๆ อุณหภูมิ 6 องศา ตอน 16.00 น.








เดินต่อไปยัง ถนนช้อปปิ้งของเมือง มุ่งหน้าไปพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี แวะซื้อขนม กาแฟ ของที่ระลึก ไปเรื่อยๆตามทาง






มาหยุดยืนลุ้น เจ้าหนุ่มเล่นสกีลงมาจากเนินหิมะ  ที่จริงเนินหิมะที่เห็นคือ อาคารโรงแรมที่อยู่ริมเขา แต่โดนหิมะปกคลุมทั้งอาคารจนเป็นส่วนหนึ่งของเนินเขา เจ้าหนุ่มพยายามปืนขึ้นไป และเลี้ยงตัวเลื่อนลงมาข้างล่าง หลบหน้างต่างของแต่ละชั้นลงมา จนถึงพื้นล่าง คงสนุกเค้าละ ลงมาแล้วก็ปืนขึ้นไปใหม่




แสงหมดอย่างรวดเร็ว แค่ห้าโมงเย็นก็มืดซะแล้ว เดินไปไม่ถึงพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี จึงเดินกลับ อุณหภูมิหลังพระอาทิตย์ตกลดลงอย่างรวดเร็วอย่างรู้สึกได้ ดูในแอปแล้วประมาณ 2 องศา







เดินกลับมายังริมคลองโอตารุ และเดินข้ามฝากไปหาร้านอาหารทานที่โกดังริมคลอง วันนี้ได้ทานเนื้อย่าง รสชาดพอใช้ได้ แต่ยังสู้เนื้อฮิดะ ที่เคยได้ทานเมื่อคราวมาเที่ยวที่เมืองทาคายาม่า ไม่ได้


เช้าวันที่2  เราเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมแต่เช้า เดินไปยังสถานีรถไฟ เพื่อขึ้นรถบัสไปเขาเทนงุ






เนื่องจากชาวคณะยังเต็มอิ่มกับ ข้าวหน้าซาซิมิเมื่อวาน วันนี้จึงขอบายตลาดปลาข้างสถานี แต่เราไปดูข้าวกล่องเบนโตะในสถานีกัน พึ่งมาส่งใหม่ๆร้อนๆ ซื้อมาคนละกล่องมานั่งทานกันด้านนอกโต้ลมหนาวเล่น







ทานเสร็จ เอากระเป๋าเป้ฝากเก็บในล๊อคเกอร์ และ รอพรรคพวกเข้าห้องน้ำ พร้อมเดินทาง เราก็เดินออกมาหน้าสถานีรถไฟ จะเป็นสถานีรถบัสไปยังที่ต่างๆ เช่น เข้ามาเมืองซัปโปโร ไปโรงงานชอคโกแลต(ที่เราจะไปอันดับต่อไป) ขึ้นเขาเทนงุ และ อื่นๆ  เข้าไปถามช่องประชาสัมพันธ์ถามราคาค่ารถและท่าที่จะขึ้น ถ้าจำไม่ผิดท่ารถหมายเลข4 ค่ารถคนละ  สองร้อยกว่าเยน



คนขับรถบัสที่นี่มารยาทดีมาก เค้าจะเคารพกฎจราจรเคร่งครัด จอดทุกไฟแดงแม้จะไม่มีรถผ่านเลยก็ตาม





แป๊บเดียวเราก็มาถึงทางเข้า ลานสกีเขาเทนงุ  ลงจากรถบัสแล้วก็ถลากันไปถ่ายภาพวิวกันตรงทางเข้านั่นเอง





ที่นี่เค้ามีโรงเรียนสอนเล่นสกีด้วย มีเด็กๆวัยรุ่นมาเรียนกันเยอะแยะ เราคนดูสมัครใจนั่งรถกระเช้าขึ้นไปบนยอดเขา เรามากันเป็นคนแรกของวัน ขึ้นไปบนยอดเขาแล้ว นอกจากคนที่มาเล่นสกีที่อยู่ไกลๆแล้ว ทั้งลานก็มีพวกเราสี่คน ยึดลานกว้างถ่าพภาพ นอนกวาดหิมะเล่นกันสนุกสนาน








และอย่าประมาทหิมะร่วนๆว่าจะไม่ลื่น และก็มีลื่นล้มกันจนได้



ต้องหาแผ่นกันลื่นรัดรองเท้าอย่างภาพนี้ และเนื่องจากเป็นรองเท้าผ้าใบเราจึงซื้อสเปรย์กันน้ำที่ร้านร้อยเยน ฉีดพ่นบนรองเท้าเพื่อกันน้ำด้วย


สำหรับคนที่เล่นสกี เค้ามีกระเช้าแบบโล่งให้นั่งขึ้นไปบนยอดเขา หรือบางคนสมัครใจปืนขึ้นก็ได้









ความที่พวกเราจัดเสื้อผ้ามาดี เราจึงสนุกบนเขาได้อย่างเต็มที่ ไม่หนาวเย็นอย่างที่กังวล







ที่ต่อไปคือ โรงงานชอคโกแลต Shiroi Koibito Park (Ishiya Chocolate Factory) 白い恋人パーク (イシヤチョコレートファクトリー) จากเขาเทนงุ เรานั่งรถบัส กลับมาหน้าสถานีโอตารุ นั่งรถบัสไปประมาณ ครึ่งชั่วโมง และเราก็ลืมเป้ที่ฝากไว้ที่ล๊อคเกอร์ในสถานีรถไฟ ซึ่งที่จริงโรงงานชอคโกแลต จะอยู่ครึ่งทางระหว่างโอตารุกับซัปโปโร ทำให้ตอนกลับเราต้องนั่งรถบัสกลับมาเอากระเป๋า และนั่งรถไฟไปสถานีซัปโปโร



รถบัสวิ่งบนทางด่วน บางช่วงมีป้ายรถเมล์ให้คนข้างล่างปืนบันไดมาขึ้นบนทางด่วนได้ด้วย ป้ายรถบัสถ้ามาจากโอตารุ จะเลยโรงงานไปหน่อย ลงรถแล้วต้องเดินย้อนมา ทางเดินริมฟุตบาทค่อนข้างลื่นเพราะหิมะโดนเหยียบจนแน่นเป็นน้ำแข็งหนา








เราจินตนาการว่า คงจะเห็นขั้นตอนการผลิดชอคโกแลตให้ชม แต่เรากลับพบว่าภายในอาคารเป็นเหมือนร้านขายผลิตภัณฑ์จากชอคโกแลต มีของประดับและของเล่นให้ชมพอไม่ให้ผิดหวัง


















เรากลับมาขึ้นรถไฟที่สถานีโอตารุ ไปยัง ซัปโปโร สาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ขึ้นรถปั๊บหลับปุ๊บทันที






เรามาถึงสถานีซัปโปโร บ่ายสองโมง กะว่าจะหาร้านอาหารทานกันที่สถานี แต่คนพลุกพล่านมาก และสถานีก็ใหญ่มากมีห้างใหญ่ถึง 3 ห้าง ทำให้เราเดินไม่ถูกว่าจะไปทางไหนดี ฉะนั้นเดินไปที่พักดีกว่า เลือกเดินทางเดินใต้ดิน จากสถานีซัปโปโร เดินไปยัง ตรอกทานุกิโคจิ (Tanukikoji Shopping Street / 狸小路商店街) เพราะเราเลือกพักที่ Richmond Hotel Sapporo Odori ซึ่งประตูหลังโรงแรมอยู่กลางตรอกทานุกิโคจิ (จะได้สะดวกต่อการช้อปปิ้ง)

ทางเดินใต้ดิน มีร้านค้าตั้งอยู่ให้พอเพลินๆ เราเดินมาจนถึง สวนโอโดริ จึงขึ้นมาเดินด้านบน เพื่อพบว่าสวนโอโดริ หลังเทศกาลน้ำแข็งผ่านไปแล้ว ยับเยิน หิมะทับถมจนเละสกปรกไม่มีอะไรน่าชมเลย อุณหภูมิตอนบ่ายนี้ขึ้นมา 8 องศา แต่อย่างย่ามใจ เพราะหลังพระอาทิตย์ตกจะลดอย่างรวดเร็วเลย






เราเช็คอินนอนที่นี่ 2 คืน เค้าว่าอาหารเช้าอร่อยเลยเลือกอาหารเช้าไว้ด้วย  เก็บของแล้วก็ออกมาหาข้าวกลางวันควบเย็นกันเลย




ที่จริงเราก็ทำการบ้านมาแล้ว ว่ามีร้านอาหารอะไรที่ไหนแนะนำบ้าง แต่ก็ค่อนข้างมั่นใจว่า ร้านไหนก็อร่อยคล้ายๆกัน จึงเลือกวิธีเดินช้อปปิ้งไปพร้อมกับเลือกดูว่าจะเข้าไปทานร้านไหนดี ในที่สุดก็เลือกได้ร้านนี้ ดูเข้าทีดี แต่หลังจากนั่งไปสักพัก ชักเอะใจว่าทำไมร้านนี้มีแต่ผู้สูงอายุเข้ามา เหมือนเป็นร้านประจำของพวกเค้า แต่อาหารก็อร่อยรสชาดดี เมนูแบบญี่ปุ่นผสมฝรั่ง ราคาไม่แพงด้วย








อิ่มแล้ว ก็เดินชมร้าน เข้าไปร้านรองเท้าลดราคา แต่ก็ไม่ได้อะไรนอกจากอาหารแมวเหมียว  น้องสาวไปได้กระเป๋า Bao Bao แบบไม่ต้องแย่งเข้าคิวเหมือนร้านที่เมืองอื่น  ส่วนคุณหลานก็ไปได้กางเกงเสื้อที่ร้านยูนิโคล่ และร้าน GU  พรุ่งนี้ค่อยไปดูเครื่องสำอางที่ร้าน Don Quijote วันนี้พอแค่นี้ก่อน เพราะเดินไม่ไหวแล้ว






โพสเริ่มยาวมาก ยังเหลืออีก 2 วัน ขอแยกตอนไปต่อตอนสอง  ที่นี่นะคะ
เราจะไปหุบเขานรก Noboribetsu
http://somersetmghm.blogspot.com/2017/04/japan-in-memories-hokkaido-in-winter-2.html