Thursday, 7 February 2013

บันทึกการเดินทางกาฐมาณฑุ ตอน10 (ดูรบาร์สแควร์ Kathmandu Durbar Square)

 A Cluster of Temples and Palaces
Kathmandu Durbar Square  World Heritage Sites,UNESCO Basantapur Durbar Square is one of the famouse sight seeing spot for the wood carving. A very old Hindu text has described Kathmandu as the land of gods surrounded by beautiful Hindu temples.Mainly trinity gods are found there like Brama, Vishnu and Shiva alongside shakti temples. Kal Bhairav- one of the largest stone idol in Kathmandu representing the terrifying aspects of Shiva.Kal Bhairav is the god of the Justice in the ancient time. It means origin of the modern rules and regulation through Kal Bhairav. It has vital role todays environment.

The Palace Complex was the royal Nepalese residence until the 19th century and is the site of important ceremonies, such as the coronation of the Nepalese monarch. The palace is decorated with elaborately-carved wooden windows and panels an. It houses the King Tribhuwan Memorial Museum and the Mahendra Museum.










ในหุบเขากาฐมาณฑุ มีมหานครโบราณที่สร้างและเจริญในเวลาไล่เลี่ยกัน และแข่งขันด้านการสร้างศิลปวัฒนธรรมกันอย่างเต็มเหนี่ยว คือ เมือง ปักตาปูร์  เมืองปาตันหรือลลิตปูร์ และเมืองกาฐมาณฑุ  ทั้ง 3 เมือง ต่างก็มีจตุรัสกลางเมืองชื่อ ดูรบาร์สแควร์ เหมือนกัน  และ ทั้งสามเมืองโบราณนี้ก็ได้รับเลือกเป็นเมืองมรดกโลกทั้งสามเมือง

เนื่องจากจตุรัสดูรบาร์สแควร์อยู่ใกล้กับ ทาเมล ที่เราพักอยู่ เราสามารถเดินจากที่พักไปที่นี่ได้สบายๆ จึงเก็บที่นี่ไว้ท้ายๆของทริป

จากโรงแรม Escess  เราเดินลงมาทางใต้ของทาเมล เช้าๆอย่างนี้ ทาเมลที่แน่นขนัดตอนกลางคืนดูโล่ง เงียบเหงาเหมือนกัน  แต่อากาศที่เย็นสบายทำให้เราเดินเก็บภาพได้อย่างเพลิดเพลินเหมือนกัน






เดินมาได้พักหนึ่ง ยังไม่ถึง อินทราโจ๊ก  จะผ่านวัดทิเบต ซึ่งเป็นวัดพุทธที่มีสถูปใหญ่ คล้ายกับโพธนาถ แต่ขนาดย่อมกว่ากันมาก  ไม่รอช้าที่จะแวะเก็บภาพที่นี่ซักหน่อย





 ทางเข้าเป็นซอกตึกเล็กๆ  แต่ภายในกว้างขวางพอควร  เช้าๆอย่างนี้คนไม่เยอะดีจัง เราเดินเก็บภาพแสงยามเช้าไปรอบๆองค์เจดีย์





แยกย้ายกันเก็บภาพมุมใครมุมมัน  จนมาบรรจบพบกันที่พระพุทธรูปองค์นี้ที่มีนกพิราบเกาะอยู่ รอจังหวะเพื่อเก็บภาพกัน  แล้วให้หมอแก้วช่วยออกไปเต้นเริงระบำกับฝูงนกซะหน่อย





 พักใหญ่ๆ ก็ออกเดินกันต่อ มุ่งหน้าไปทางอินทราโจ๊ก  เจอร้านนี้มีลิงใหญ่นั่งอยู่หน้าร้าน  ไม่รอช้าที่จะล้อเลียนกันสนุกสนาน กับสายตางงๆของคนขายที่นั่งอยู่หน้าร้าน



 เดินกันมาจนถึง อินทราโจ๊ก  ที่พลุกพล่านด้วยคนพื้นที่ ที่มาจับจ่ายซื้อของใช้กันแน่นขนัด ทั้งคนทั้งรถ พยายามหามุมยืนที่จะไม่เกะกะขวางทาง






 แต่ท่ามกลางความพลุกพล่าน ก็มีบางจังหวะ บางมุม ที่สงบพอให้คนเหล่านี้แอบหลับกัน หรือนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ได้เหมือนกัน






 และเราก็ถึงทางเข้า จตุรัสดูรบาร์สแควร์  จากป้อมซื้อตั๋วเข้า จะเริ่มโล่งคนหน่อย เพราะพ้นตลาดมาแล้ว แต่แค่โล่งเฉพาะทางเข้าเท่านั้น  ใจกลางดูบาร์สแควร์ก็คับคั่งด้วยฝูงชนไม่น้อยกว่าที่ อินทราโจ๊ก เลย








  ไฮไลท์ที่ทุกคนต้องแวะชมคือ บ้านของกุมารี

Kumari Bahal
The house of the Living Goddess, the Kumari Bahal looks like the monastery that was constructed in 1757 by Jaya Prakash Malla. Inside it lives the young girl who is selected to be the town's living goddess, until she reaches her first puberty and reverts to being a normal mortal.

ในเนปาล มีตำนานปรัมปราเกี่ยวกับ "กุมารี" มากมาย แต่ที่เลื่องลือและ น่าเชื่อถือที่สุด คือ ตำนาน ของกษัตริย์เนปาล องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์มัลละ ขณะที่พระองค์กำลังเล่นทอยลูกเต๋า (บางแห่งก็ว่าสะบ้า) กับ เทวีทาเลจู เทพผู้ปกป้องรักษาราชวงศ์ของพระองค์ วาบหนึ่งในความนึกคิด พระองค์ทรงหลงใหลในความงดงามของ เทวีทาเลจู มาก และทรงคิดว่านางงามกว่ามเหสีของพระองค์เสียอีก ขณะเดียวกัน เทวีทาเลจู ก็อ่านความคิดนั้นออก จึงยุติการเล่นทอย ลูกเต๋าทันที นางตำหนิพระองค์ และประกาศว่า ต่อไปนี้ถ้าพระองค์จะพูดคุยกับนางอีก ก็จะไม่อยู่ในร่างของ เทวีทาเลจู ให้ทรงเห็น แต่นางจะเป็น เด็กหญิงจากวรรณะล่าง และพระองค์จะต้องออกจากพระราชวังไปสักการะนาง ซึ่งอยู่ในร่างของเด็กหญิงจากวรรณะล่างเท่านั้น

การสรรหากุมารี การตรวจดูว่าเด็กหญิงคนนั้นมี ลักษณะของเทพ หรือไม่ จะต้องเป็นผู้มี รูปร่างเหมือนต้นกล้วย ขาเหมือนขากวาง หน้าอกเหมือนสิงห์ ลำคอเหมือนหอยสังข์ นํ้าเสียงสดใสและอ่อนนุ่ม เมื่อคัดเลือกได้แล้ว เด็กหญิงคนนั้นจะต้องจากครอบครัวของเธอมาอาศัยอยู่กับครอบครัวของผู้ดูแลภาย ใน วังใหญ่ ที่เรียกว่า การ์

เด็กหญิงที่รับตำแหน่ง กุมารี จะพ้นจากตำแหน่งเมือร่างกายมีเลือดออก ไม่ว่าจะจากบาดแผล หรือ เลือดประจำเดือน

พวกเราจังหวะดีมาก พอไปถึงเป็นจังหวะที่กุมารี ออกมาเยี่ยมที่หน้าต่างพอดี  แต่ก็ห้ามมิให้ถ่ายภาพกุมารีโดยเด็ดขาด ถ้าอยากได้ภาพกุมารี ให้เสียสตังค์ซื้อโปสการ์ดที่มีขายหน้าประตูทางเข้า





 หลังจากกุมารี ผลุบจากหน้าต่างกลับเข้าห้องไปแล้ว ก็เก็บภาพรอบๆกันนิดหน่อย เพราะหลังจากไปชมเมืองโบราณที่เลอเลิศมาแล้ว ที่นี่ก็เลยมองดูธรรมดา อีกทั้งนักท่องเที่ยวเริ่มเยอะ

ด้านหน้าของบ้านกุมารี เป็นจตุรัสใหญ่ ผู้คนมากมายทั้งคนท้องถิ่น และ นักท่องเที่ยว






หลังจากเดินแหวกคนผ่านตลาดสดออกมากได้  น้ายักษ์ และ หมอแก้ว ก็ถึอโอกาสพักด้วยการซื้อไอติมมานั่งกิน



พอเห็นคนแน่นขนัด อารมณ์ที่อยากถ่ายภาพก็หดหาย  ตกลงเลือกเดินหลบคนไปยังจุดที่คนน้อยหน่อย






 Ashok Binayak Shrine
The Ashok Binayak Shrine is the principle shrine of Lord Ganesha in the Kathmandu Valley. The stone image of Lord Ganesha stands beneath a golden replica of the Ashok tree which once shaded the shrine and eventually gave it its name.

มาแวะดูการบูชา ไบรัพดำ ที่อยู่กลางแจ้ง 







รอบๆอาคาร ถ้าดูกันดีๆ  ลายแกะสลักบางลายก็เป็นเรื่อง กามสูตร นี่เอง เพราะที่นี่ลัทธิตันตระเข็มข้นพอๆกับที่อินเดีย ที่มีขชุราโหนั่นเอง







Hanuman Dhoka
Palace facade turns at right angles between the Degutale Temple and the Taleju Mandir. This way is created Hanuman Dhoka (Hanuman is a monkey god). Hanuman idol placed in the dhoka has been anointed with mustard oil and vermilion through the centuries. 

แวะเข้าไปดูในวังหนุมานกันหน่อย  แต่ด้านในไม่ค่อยมีอะไรนัก  คือส่วนที่มีอะไรน่าถ่ายก็ถูกห้ามไม่ให้ถ่าย  เช่นส่วนแสดงของเก่าของโบราณ  ถ้าหวังว่าจะเข้ามาถ่ายภาพไม่แนะนำ เพราะค่าตั๋วเข้าแพงไม่คุ้มค่า












 เดินกันจนเหนื่อย เมื่อย และ เริ่มหิว  หลังจากพักเหนื่อยกันพักใหญ่ๆ ก็ออกเดินต่อ  ผ่านวัดสำคัญหลายวัด แต่เนื่องจากเป็นวัดฮินดู เราจึงไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ 







เดินจนวนกลับมาบรรจบที่ทางออกตรง อินทราโจ๊ก อีกครั้ง คนเยอะมากกว่าตอนเช้าอีก จึงตัดสินใจเดินแหวกคนกลับที่พักดีกว่า ระหว่างทางผ่านร้านหมอฟันที่มีมากมายหลายร้าน เพราะใกล้กันนี้มีวัดที่ คนเนปาลที่ทนทุกข์จากการปวดฟัน จะมาบนขอพรให้หายปวดฟันกัน แต่คงไม่เป็นผลนัก จึงมีร้านหมอฟันที่กิจการเจริญก้าวหน้า และ สามารถทำให้หายปวดฟันได้ชงักกว่าการบน









 หลังทานอาหาร เราตกลงกันกว่า ขอพักช้อปปิ้งกันซักหน่อย  รอบๆทาเมลมีร้านขายกระเป๋าแบรนด์เนมแต่ทำเทียม  เสื้อหนาว และ อุปกรณ์การเดินทาง เยอะแยะมาก  ราคาย่อมเยาว์ขึ้นกับฝีมือการต่อราคา  แต่ถ้าอยากได้ของแท้ก็มีร้านของแท้ เปิดท่ามกลางของเทียมเช่น ร้าน North Face ราคาก็พอๆกับบ้านเรา แต่สินค้ามีให้เลือกมากกว่าเยอะมาก

เราไม่ค่อยนิยมของแท้ราคาแพง เพราะมีของเทียมราคาถูก คุณภาพใกล้เคียงกันอยู่ใกล้ๆกันแล้ว ก็แค่เดินดูเท่านั้น

แต่เสื้อปักฝีมือคนเนปาลนี่ ขอแนะนำให้ซื้อไว้เป็นที่ระลึก  เพราะฝีมือการปักเฉียบขาดฝีเข็มละเอียดมาก  ลายเนปาล ช่างปักด้วยความชำนาญไม่ต้องร่างสามารถปักได้เลยสวยมาก  แต่คุณภาพของผ้าที่ทำตัวเสื้ออาจไม่ค่อยดีนัก  ถ้าซื้อเสื้อจากเมืองไทยไปจ้างปักจะดีกว่า ฝากไว้วันนี้พรุ่งนี้ก็ได้รับเสื้อแล้ว ราคาไม่แพง ตัวละประมาณ 200 บาท




เราพักที่ทาเมลกันหลายวันแล้ว ยังไม่ได้เดินสำรวจทาเมลซักที  ตั้งใจวันพรุ่งนี้เช้าจะออกเดินสำรวจทาเมลซักหน่อย ติดตามได้ในตอนหน้า ซึ่งคงจะเป็นตอนสุดท้ายของมหากาพย์กาฐมาณฑุ

 ติดตามอ่านตอนก่อนๆได้ที่นี่