Monday, 24 November 2014

แบกเป้เที่ยวญี่ปุ่นเมือง Wakayama





Wakayama Prefecture is located on the Kii Peninsula, the largest peninsula in Japan, in the Kansai region which is also home to Osaka and Kyoto. The prefectural capital is Wakayama City. Wakayama has a warm climate and abundant nature, and produces more fruit (including mandarin oranges, Japanese persimmons, and ume [an apricot like fruit] ) than anywhere else in Japan. It also has thriving farming, fishing, and forestry industries, including fresh seafood such as tuna and skipjack tuna.
Wakayama Prefecture is also one of Japan's premiere hot springs areas. Many hot springs are located near mountains, rivers, and the ocean, and are visited by many tourists.
Koyasan, the Kumano Sanzan (Three Grand Shrines of Kumano), and the pilgrimage routes that connect them were designated as a UNESCO World Heritage Site on July 7, 2004, and are also famous tourist attractions.

Wakayama Prefecture adjoins Osaka Prefecture to the north and Nara Prefecture and Mie Prefecture to the east. The south part of Wakayama Prefecture faces the ocean. Wakayama City, home of the prefectural office, has a latitude of 34.14 and a longitude of 135.10. It is located approximately one hour from Osaka and about two hours from Kyoto. It is also situated conveniently close to Kansai International Airport, the second largest airport in Japan, which can be reached in 40 minutes.

สองคนป้าหลาน วางแผนเที่ยวญี่ปุ่น ระยะสั้น 3-4 วัน  โดยวางแผนจะแบกเป้เที่ยวกันเอง  เริ่มแรกก็ต้องหาทางจองตั๋วเครื่องบินและที่พักให้ได้ก่อน  เปิดเจอแพคเกจจากแอร์เอเชียโก  
ตอนแรกตั้งใจจะไปเมืองโอซาก้า  ระหว่างที่ค้นหาโรงแรมที่เหมาะสม จากรายชื่อโรงแรมที่มี   วางแผนว่าเราไปแบบแบกเป้ ฉะนั้นโรงแรมที่พักต้องใกล้สถานีรถไฟ หรือ ป้ายรถเมลล์ อย่างใดอย่างหนึ่ง  ถ้าอยู่ในซอยลึกจะตัดทิ้งไปก่อนเพราะขี้เกียจลากกระเป๋าไกล  
แต่ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาทองของการไปชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่น ระหว่างดูโรงแรมต่างๆเที่ยบกับแผนที่ตั้ง ชื่อโรงแรมก็หายไปที่ละโรงแรมอย่างรวดเร็ว  เหลือโรงแรมแพงๆ หรือ ถ้าราคาถูกก็แบบเกสเฮาส์ห้องแคบๆ
ลองย้ายไปดูเมืองใกล้ๆ  นารา เกียวโต  ก็เป็นเมืองยอดนิยมไม่ยิ่งหย่อนกว่าโอซาก้า  ราคาโรงแรมจึงแพงพอๆกับที่โอซาก้า แต่บัดดลก็เหลือบไปเห็นเมืองวากายาม่า  ที่ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของโอซาก้า ในเขตคันไซด้วยกัน  ดูระยะทางการเดินทางไปโอซาก้าแล้วประมาณชั่วโมงกว่าๆ พอๆกับเราอยู่อยุธยาเข้ามาเที่ยวใน กทม.  
โรงแรมที่เลือกในทันทีที่เห็นมี 2 แห่งคือ  Hotel Granvia Wakayama และ Wakayama UrBAN  Hotel  ทั้ง 2 แห่ง เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวทั้งคู้  Granvia Wakayama  อยู่หน้าสถานีรถไฟ JR Wakayama  ส่วนโรงแรม Urban Hotel  อยู่หลังสถานีรถไฟ JR Wakayama ในระยะทางที่เดินได้สบายๆ  มัวแต่พิจารณาความเหมาะสมว่าจะเลือกที่ใดดี Urban Hotel ก็หลุดลิสต์ไปแสดงว่ามีคนเข้ามาจองเต็มเรียบร้อยแล้ว  ถ้ามัวแต่เลือกมาก Granvia ก็คงหลุดลิสต์ไปด้วย อย่ากระนั้นเลย รีบจองไว้ก่อนดีกว่า ที่เหลือค่อยมาแก้ปัญหาอีกที  ( มารู้ที่หลังว่า ถ้าเลือกที่ Urban เราจะได้แถมอาหารเช้าเข้ามาในแพคเก็จด้วย เสียดายเจงเจง....)



หลังจากเลือกเที่ยวบิน เวลาบินไปกลับ และโรงแรมที่พักเรียบร้อยแล้ว  ทีนี้ก็มาถึงการจัดโปรแกรมเที่ยวในช่วง 3 วันเต็มๆ ว่าจะไปที่ไหนบ้าง  และจะเดินทางอย่างไร  เมืองวากายาม่า เป็นเมืองที่มีอะไรน่าเที่ยวชมบ้าง  ความรู้เกี่ยวกับญี่ปุ่นมีอยู่น้อยเต็มที

จากการเปิด Google Map  ดูที่ตั้งโรงแรม พบว่า เมืองวากายาม่า อยู่ทางทิศใต้ของ โอซาก้า  อยู่ห่างจากสนามบินคันไซประมาณ 41.9 กิโลเมตร  ใช้เวลาเดินทางโดยทางรถไฟ 47 นาที   หากจะเดินทางจากโรงแรมเข้ามาในโอซาก้า จะใช้เวลาเดินทางโดยทางรถไฟประมาณ 1.30 ชม.  

สำหรับเมือง วากายาม่า  หลังจากซื้อหนังสือท่องเที่ยว ชื่อ Next station.... Wakayama-Kobe ท่องเที่ยวญี่ปุ่นให้สุดติ่ง สนุกยกครัว กับหมอภัทร์นำเที่ยว  พอจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการกำหนดเส้นทางท่องเที่ยว  ควบคู่กับการเปิดเน็ตค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองวากายาม่า  ได้แก่
http://www.marumura.com/food/?id=1994
http://www.yokosojapan.org/th/2014/05/oct11-04-12/
ทำให้ได้ความรู้ว่า เมืองวากายามา เป็นเมืองเก่าที่มีการรักษาวัฒนธรรมเก่าแก่ของญี่ปุ่น วัดวาอาราม ยังคงรักษาสภาพที่ดั่งเดิมและมีความสวยงามตามวัฒนธรรมของญี่ปุ่น มากมายหลายแห่ง  บางแห่งได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก จาก ยูเนสโก  ด้วย

เนื่องจากมีเวลาแค่ 3 วัน  จึงต้องรอบคอบในการวางแผนการเดินทาง  หลังจากศึกษาข้อมูลแล้วจึงสรุปได้ว่า

วันที่1  - เมื่อเดินทางถึงสนามบินคันไซ ตอนแปดโมงเช้า  กว่าจะผ่าน ตม. ออกมาคงประมาณ 9 โมงกว่าๆ  ขั้นแรกต้องซื้อตั๋วเดินทาง  ซึ่งสามารถใช้เดินทางโดยรถไฟ รถเมลล์ ในเขตคันไซ  ได้อย่างไม่จำกัดตลอด 3 วัน  และเดินทางมายังโรงแรม Granvia Wakayama คงใกล้ๆเที่ยงวัน  แต่คงยังไม่สามารถเช็คอินเข้าที่พักได้จนกว่าจะถึง 14.00 น. หลังเช็คอินแล้ว จะเดินทางเข้ามาในโอซาก้า เพื่อช้อปปิ้งให้เสร็จในวันแรกเลย

วันที่2 -  เขา Koyasan  โดยจะออกเดินทางแต่เช้าตรู่ โดยรถไฟ เริ่มต้นที่สถานี Namba ในเมือง Osaka โดยรถไฟเอกชนสายด่วน Nankai ลงที่สถานี Gokurakubashi ใช้เวลา 1.30 ช.ม. แล้วต่อรถเคเบิ้ลไฟฟ้าขึ้นเขาอีก 10 นาที ไปลงที่สถานี Koyasan  
            ช่วงบ่าย  ถ้าวันแรกยังอยากช้อปปิ้ง ก็จะช้อปต่อ เพราะต้องกลับมาต่อรถที่สถานี Namba อยู่แล้ว  หรืออาจกลับมาที่วากายาม่า ไปปราสาทวากายามา ก็ได้  ไว้ค่อยตัดสินใจอีกที

วันที่3 - หลังเช็คเอาท์แล้วจะฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อน และไป วัดKimiidara ศาลเจ้า Awashima , ตลาดปลา ที่ Marine City , และที่สุดท้าย wakayama Castle 

ทีนี้มาดูว่าแต่ละที่มีอะไรน่าสนใจ

Wakayama City Map


Awashima Shrine






Lacquerware Makie Experience

Fruit Picking

Station Master Tama (Wakayama Electric Railway)
Kimiidera Temple









Download Map (PDF)

Business Hotel Katsuya
APA Hotel Wakayama
Hotel Granvia Wakayama
Daiwa Roynet Hotel Wakayma
Toyoko Inn Wakayama-eki Higashi-guchi
Wakayama Tokyu Inn
Ide Shoten
Hotel Avalorm Kino-kuni




ภูเขา Koyasan แดนศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ตั้งของวัดสำคัญชื่อ Kongobuji ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 1,200 ปีก่อน จากอดีตเป็นเส้นทางแสวงบุญแห่งภูมิภาคคันไซ ชาวพุทธญี่ปุ่นจำนวนมากมาเยือนที่นี่ทุกปี และยังมีวัดไม้อีกกว่าร้อยแห่ง อีกทั้งสุสานของโชกุนตระกูลโตคุคะวะ ปัจจุบันเขาศักดิ์สิทธิ์โคยะซัน ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญไปแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2547 ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก้ และกลายเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจากทั่วโลกให้เดินทางขึ้นไปเที่ยวชมความงามตามธรรมชาติตลอดทั้งปี เพราะที่โคยะซันนี้สวยทุกฤดูกาล มีทั้งดอกไม้ป่าในฤดูใบไม้ผลิ ป่าสนเขียวสดในฤดูร้อน ใบไม้แดงในฤดูใบไม้ร่วง และวัดโบราณสร้างด้วยไม้กลางหิมะที่ขาวบริสุทธิ์ในฤดูหนาว

Kimiidera มีศาลเจ้า วัดพุทธ สวนญี่ปุ่น และสะพานหินที่สร้างแบบสถาปัตยกรรมจีน เมื่อยุคเอโดะตอนต้น
วัด Kimiidera เป็นวัดมีชื่อในการชมดอกซะคะระบานแรกสุด และเป็นหนึ่งใน 33 วัดของภาคตะวันตกที่มีผู้ไปแสวงบุญเป็นจำนวนมากกันทุกปี ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง ใกล้สถานีที่มีชื่อเดียวกันกับวัดคิมิอิเดระ 

ศาลเจ้า Awashima เป็นที่ประทับของเทพเจ้าสตรีที่มีความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องการคลอดบุตรและสุขภาพสมบูรณ์   

ตอนใต้สุด แหล่งท่องเที่ยวชายทะเล Marine City ที่ถูกพัฒนาเป็นรีสอร์ท Porto Europaคล้ายท่าเรือที่สวยงามแห่ง Mediterranean มีสวนสนุก Wakayama Marine City สปาอาบน้ำแร่Kuroshio Onsen เหมาะสำหรับครอบครัวได้พักผ่อนหย่อนใจ บริเวณริมอ่าว Wakaura ยังเป็นสถานที่จัดงานดอกไม้ไฟ หรือเทศกาลใหญ่ๆ ตลอดปีด้วย นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของตลาดอาหารทะเลสดๆ Kuroshio Ichiba ที่นี่มีการสาธิตการแล่เนื้อปลาทูน่าให้ชมกันสดๆ ด้วย ซึ่งก็ได้รับความนิยมมากในหมู่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น 

ในเมืองมี Wakayama Castle ที่ถูกสร้างขึ้นโดยคำสั่งโชกุน Hideyoshi Toyotomi โดยให้น้องชาย Hidenaga Toyotomi ดำเนินการ หลังจากที่ตกเป็น 1 ใน 3 สาขาของตระกูลTokugawaga เมื่อประมาณ 400 ปีก่อน ภายในมีสมบัติทางวัฒนธรรม และสวน Momijidani Teien ที่นักท่องเที่ยวจะสามารถชมศิลปะโบราณและดอกซะคุระบาน หรือชมใบไม้แดงรวมทั้งเพลิดเพลินกับการจิบชาญี่ปุ่นบริเวณรอบปราสาทได้ด้วย

สถานีรถไฟเล็กๆ ที่ชื่อว่า Kishi Station นี้ มีนายสถานี   เป็นแมวหน้าตาน่ารักน่าชัง ชื่อว่าเจ้าทามะ ที่กลายเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนสถานีเล็กๆ แห่งนี้จนคึกคัก ปัจจุบันเจ้าทามะ มีแมวนายสถานีฝึกหัดอีกหนึ่งตัวชื่อว่า เจ้า Nitama ผู้ที่ต้องการไปเยี่ยมนายสถานีทั้งสอง ก็ต้องนั่งรถไฟออกจากสถานีวาคายามะไป ประมาณ 30 นาทีจึงจะถึงสถานี Kishi 

สำหรับตั๋วเดินทาง หลังศึกษาข้อมูลแล้ว เหลือให้เปรียบเที่ยบ 2 แบบคือ

Osaka Amazing Pass 2014

คือบัตรไว้ใช้สำหรับเที่ยวในตัวเมืองโอซาก้า เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าจากบัตร Osaka Unlimited Pass เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2014 บัตรมี 2 ประเภทคือ ตั๋ววันเดียว ราคา 2300 เยน และ ตั๋ว 2 วัน ราคา 3000 เยน
เพลิดเพลินกับตั๋วท่องเที่ยวรอบโอซาก้าด้วยข้อดี 5 ประการ
  • ใช้รถไฟและรถประจำทางในเมืองโอซาก้าได้ไม่จำกัด
  • ใช้ตั๋วใบเดียวเดินทางได้ราบรื่นโดยไม่ต้องซื้อเปลี่ยน
  • ใช้เข้าสถานที่ท่องเที่ยวได้ 28 แห่ง
  • ได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมจากสถานที่ท่องเที่ยวอีก 13 แห่ง
  • ได้รับสิทธิพิเศษจากร้านค้าและร้านอาหารกว่า 37 แห่ง
osp1

Kansai Thru Pass  ราคาตั๋ว 3 วัน 5,000 เยน

บัตร Kansai Thru Pass คือ บัตรเหมาจ่ายรถไฟ ใช้โดยสารรถไฟเอกชนแบบไม่จำกัดเที่ยวภายในเวลาที่กำหนด ในพื้นที่ภูมิภาคคันไซ 
นักท่องเที่ยวสามารถใช้บัตร Kansai Thru Pass ในการใช้บริการรถไฟใต้ดิน รถราง และรถประจำทางในภูมิภาคคันไซได้เกือบทุกสาย
หากเปรียบเทียบกับ JR West Pass นักท่องเที่ยวที่ใช้ Kansai Thru Pass แต่อาจต้องเปลี่ยนรถไฟบ่อยครั้งกว่าผู้ใช้ JR west Pass แต่ข้อดีของบัตร Kansai Thur Pass คือ การที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ได้มากกว่า รวมทั้งยังมีคูปองส่วนลด ค่าเข้าสถานที่เที่ยวต่างๆมากมาย รวมทั้ง ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ปราสาท สวนสนุกในภูมิภาคคันไซ
บัตร Kansai Thru Pass ยังมีข้อดีตรงที่ หลังจากนักท่องเที่ยวเปิดใช้บัตรแล้ว นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องใช้ทุกวันต่อเนื่องกัน ทำให้วางแผนการเดินทางเที่ยวญี่ปุ่นได้อย่างที่คุณต้องการ ( หมายเหตุ บัตรนี้ไม่สามารถใช้โดยสารรถไฟในเครือ JR ได้ )
บัตรใช้ ตั๋ว Kansai Thru Pass ครอบคลุมบริเวณจังหวัดต่างๆ ดังนี้   Osaka  Kyoto  Wakayama   Hyogo  Nara  Shiga
img-10-03

เนื่องจากจุดเที่ยวส่วนใหญ่จะอยู่ในเมืองวากายาม่า  ฉะนั้น ตั๋ว Kansai Thru Pass น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทริปนี้  และไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะตลอด 3 วัน ตั๋วนี้ใช้เดินทางในเมืองวากายามาได้ในทุกเส้นทาง และ ยังใช้เป็นส่วนลดในการเข้าสถานที่ต่างๆได้ด้วย


From Kansai International Airport

Approximately 40 minutes by JR(Japan Railway Company)

Approximately 40 minutes by Nankai Electric Railway

Approximately 40 minutes by Bus

Approximately 40 minutes by Car



Kansai International Airport Map


JR Wakayama Station Map


Nankai Wakayama-shi Station Map



หลังจากวางแผนการเดินทางเรียบร้อย แลกเงินสำหรับการกินการอยู่ในญี่ปุ่น เรียบร้อยแล้ว ก็เฝ้ารอเวลาการเดินทางที่จะถึง  พร้อมเตรียมเสื้อผ้ากันหนาวให้พร้อมสำหรับอากาศช่วงเดือน พฤศจิกายน ที่คงประมาณ 10-15 องศาเซลเซียล

และแล้ววันเดินทางก็มาถึง   ทริปนี้เดินทางกัน 2 คน ป้า หลาน  ตัวป้าเคยมาญี่ปุ่นครั้งหนึ่งเมื่อ 2 ปีก่อน มาเมือง Osaka , Kyoto Nara  แต่มากับทัวร์  ความรู้เกี่ยวกับญี่ปุ่นน้อยนิด หลานไม่เคยมาและไม่สนใจอะไร ป้าจะพาไปไหนก็พาไป  จึงเป็นภาระหนักอึ้งสำหรับป้า ที่ต้องวางแผนให้รอบคอบและรัดกุม หลังจากศึกษาจากหนังสือนำเที่ยว และ ข้อมูลต่างๆในเน็ต รวมทั้งแผนที่การเดินทาง เส้นทางต่างๆ การต่อรถไฟและสถานีต่างๆ รวมถึงการเลือกนั่งรถประจำทางในเมืองวากายามา อย่างละเอียดแล้ว ก็พร้อมลุย

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2014 เวลา 18.15 น. เราก็เหินฟ้าด้วยสายการบิน Air asia เที่ยวบินที่ AK893 โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์ เที่ยวบินที่ D7 532 เมื่อเวลา 00.20 น.

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2014 8.25 น.  เราทั้งสองคน ก็เหยียบแผ่นดินญี่ปุ่นที่สนามบิน คันไซ ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว สิ่งแรกที่ทำคือ ซื้อซิมสำหรับเล่นเน็ต ของเล่นใหม่สำหรับหลานคือการซื้อผ่านตู้ขายอัตโนมัติ ป้ายังงกๆเงิ่นๆลังเล แต่หลานสาวคนรุ่นใหม่ กับสนุกกับการลองหยอดเงินเข้าเครื่องตามคำแนะนำที่ติดหน้าตู้และซื้อซิมได้อย่างถูกต้องในราคา 3,000 เยน ต่อความจุ 1 GB
สิ่งต่อไปคือการซื้อตั๋วเดินทางแบบเหมาจ่าย ที่เคาเตอร์ในสนามบิน ราคาตั๋ว 3 วัน ของตั๋ว Kaisai Thru Pass  คนละ 5,200 เยน

เดินตามป้ายเครื่องหมายรถไฟ ขึ้นลิฟต์มาชั้นสอง มีทางเชื่อมมายังสถานีรถไฟ เดินมาจนถึงสถานี เริ่มงงว่าจะไปอย่างไร เพราะมี 2 สถานี คือ สถานีรถไฟสาย JR  และสถานีรถไฟสาย NANKAI  ไม่รู้จะทำยังไง ต้องแลกเหรียญก่อน หรือ จะเดินผ่านเข้าสถานียังไง ตัดสินใจเดินไปถามเจ้าหน้าที่ของสาย Nankai ยื่นบัตร Kansai Thru Pass ให้ดู  เจ้าหน้าที่ผายมือให้เข้า พร้อมชื้ที่ช่องทางเข้าให้สอดบัตรเข้าไป คราวนี้ไม่งง เพราะเหมือนทางเข้าของ BTS บ้านเรา

ผ่านทางเข้า เดินลงบันไดเลื่อน ดูชื่อจุดหมายที่จะไป พร้อมถามเจ้าหน้าที่เพื่อความชัวร์ เจ้าหน้าที่บอกให้ลงต่อรถไฟที่สถานี Izumisano อีก 2 สถานีข้างหน้า

ถึง Izumisano ลากกระเป๋าลงมาที่ชานชลาแล้ว งงๆไม่รู้จะไปทางไหน ถามเจ้าหน้าที่อีกทีว่าจะไป Wakayama เจ้าหน้าที่ชี้บอกให้ไปขึ้นอีกชานชลา โดยให้ลงบันไดเลื่อนลงไปข้างล่างและขึ้นบันไดเลื่อนมาที่ชานชลาที่ชี้ให้ดู ขึ้นมาแล้วงงต่อ ว่าจะขึ้นทางซ้ายหรือทางขวา เกร่ไปถามเจ้าหน้าที่ประจำชานชลาอีกที เจ้าหน้าที่ชี้ให้ดูป้าย ที่บอกชื่อสถานีปลายทาง Wakayamashi ให้นั่งรอประมาณ 40 นาที

ระหว่างนั่งรอ ก็ถือโอกาสพักหายใจ และนั่งดูรถไฟที่เข้ามาเทียบ ผู้คนที่ขึ้นลง




ตรงเวลาเป๊ะ รถไฟที่เราต้องการก็เข้าเทียบชานชลา มีป้ายชื่อสถานีสุดท้ายคือ Wakayamashi ชัดเจนที่ตัวรถ แต่เพื่อความชัวร์ขอถามอีกที ถามเจ้าหน้าที่ในรถไฟเลย เจ้าหน้าที่พยักหน้าและผายมือให้ขึ้นรถ รถแล่นออกนอกเมือง และเป็นเวลาสายมากแล้ว รถไฟจึงว่างนั่งสบาย




นั่งดูทิวทัศน์ข้างทาง อากาศในรถไฟอบอุ่น ใต้ที่นั่งจะมีลมร้อนปล่อยออกมาเป็นระยะ ทำให้เบาะที่นั่งอุ่นสบายจนสาวๆญี่ปุ่นนั่งหลับแบบสบายอารมณ์  ตลอดเวลาเมื่อผ่านสถานีต่างๆ เจ้าหน้าที่ประจำรถจะประกาศให้ทราบและบอกชื่อสถานีถัดไป แม้จะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่รู้เรื่อง แต่ก็พอจะจับชื่อสถานีโดยเทียบกับชื่อสถานีที่ติดอยู่ในสถานีที่ผ่านมา พอจะรู้ว่าสถานีต่อไปคือสถานีอะไร

เกือบ 11 โมง เราก็เดินทางมาถึง สถานี Wakayamashi เดินลากกระเป๋าออกมาแบบไม่เร่งร้อน เดินตามคนส่วนใหญ่เค้าออกมาจนถึงทางออก สอดบัตรเข้าช่องทางออก ประตูเปิดให้ผ่านออกมาได้




เรายังต้องเดินทางต่ออีก เพราะโรงแรมที่พัก อยู่ติดกับสถานี JR Wakayama เดินลงบันไดเลื่อนมายังหน้าสถานีที่กว้างขวาง มีป้ายรถเมลล์หลายป้าย ลมแรงกับอากาศที่หนาว เดินไปถามคุณป้าที่นั่งรอรถเมลล์ในห้องกระจกกันความหนาว รู้ว่าคงคุยกันไม่รู้เรื่อง จึงบอกแค่ชื่อสถานี Wakayama คุณป้าทำหน้างงๆ แต่ก็ตอบเป็นภาษาญี่ปุ่น คราวนี้ 2 ไทยสยามทำหน้างงแทน แต่คุณป้าอีกคนที่นั่งข้างๆ พยักหน้าบอกให้เข้าใจว่าป้ายนี้ใช่แล้วหลานเอ๊ย......

เมื่อรถเมลล์สาย 0 มาถึง คุณป้ายังมีน้ำใจ กวักมือเรียกชึ้ให้ดู  คราวนี้มาถึงวิธีขึ้นรถเมลล์ของที่นี่ เห็นคนข้างหน้าเค้ายื่นบัตรเข้าเครื่องที่ประตูทางขึ้นกลางรถ เอ.....แล้วบัตรเราทำไง เก็บไว้ยื่นให้คนขับดูตอนลงละกัน  รถเมลล์ว่างนั่งสบาย เรานั่งต้นทาง ลงปลายทาง ไม่ต้องคอยชะเง้อดูทาง ชมวิว ชมคน ไปเรื่อยๆ จนสุดทาง  ยื่นบัตร Kansai Thru Pass ให้คนขับดู คนขับชี้ให้สอดบัตรเข้าเครื่อง แบบทางออกรถไฟ  คราวนี้รู้แล้ว ว่าตอนขึ้นสอดบัตรเข้าทางประตูทางขึ้น ตอนลงสอดบัตรเข้าเครื่องที่ประตูทางลงด้านหน้ารถ





สุดสายปลายทางที่สถานีรถไฟ JR Wakayama  คราวนี้ไม่ต้องถามทางแล้ว เดินมาด้านข้างนิดเดียวก็ถึงโรงแรม ติดกับห้าง Kintetsu และ MIO  เข้าไปเช็คอิน เจ้าหน้าที่เช็คชื่อแขก และโค้งให้แต่บอกว่าตามระเบียบเราจะสามารถเช็คอินอย่างเป็นทางการได้ตอนบ่ายสองโมง เราสามารถฝากกระเป๋าเดินทางไว้ก่อนแล้วจะไปไหนก่อนก็ได้ บ่ายสองค่อยมาเช็คอินอีกครั้ง





สองคนป้าหลาน เลือกหาข้าวทานก่อน เพราะยังไม่ได้ทานข้าวเช้ากันเลย จนถึงเกือบเที่ยงนี่แล้ว  ออกจากโรงแรม เดินเข้าห้าง MIO ลงไปชั้นใต้ดินที่เป็นส่วนร้านอาหาร เดินดูเมนูและตัวอย่างอาหารที่วางโชว์ ก็เลือกเข้าร้านหนึ่ง เจ้าตัวเล็กสั่งราเมน  เราสั่ง ข้าวหมูทอด





ทานเสร็จก็ไปจ่ายเงินที่เคาเตอร์  มื้อนี้จ่ายไปประมาณ 2 พันเยน  หรือประมาณ 600 บาท ทานเสร็จยังมีเวลาเหลือเล็กน้อย ถือโอกาสเดินสำรวจรอบโรงแรม ดูทำเลร้านอาหารไปด้วยในตัว






บ่ายสองโมง หลังจากเช็คอินเรียบร้อย ได้พักห้องเลขที่ 772 ได้ด้านที่เห็นวิวเมือง วากายาม่า และยอดปราสาทวากายาม่าด้วย








ล้างหน้าล้างตาแปรงฟันสักนิด ก็ออกจากโรงแรม มุ่งหน้าเข้าเมืองโอซาก้า เพื่อไปช้อปปิ้งย่าน Namba  เรานั่งรถเมลล์สาย 0 มาขึ้นรถไฟสาย Nankai ด้วยบัตร Kansai Thru Pass

ที่สถานีรถไฟ Wakayamashi ชานชลาที่ 5-6  มีรถไฟเข้าเทียบท่าพอดี  เหลือบดูป้ายรถ เห็นชื่อสถานีปลายทางคือ Namba  ไม่รอช้ารีบขึ้นไปทันที  และเราก็ได้รู้ความแตกต่างระหว่าง รถ Local และ Express เพราะเรานั่งไปกับขบวน Local  ที่จอดทุกสถานี จากที่คิดว่าจะเดินทางไปยัง Namba ในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง กลับใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง




ที่สถานี Namba  ทันทีที่ลงรถ ก็พบกับ ร้านค้าแหล่งช้อปปิ้งแทบจะเกยบันไดรถไฟทีเดียว  ผู้คนล้นหลาม เพราะเป็นจุดต่อรถจากรถไฟฟ้าใต้ดิน กับบนดิน ทั้งรถไฟสาย Nankai และ รถไฟสาย JR








แวะหาของกินที่วางขายแบบเบนโตะ ในห้างมานั่งทานกันจนอิ่ม รสชาดพอใช้ได้







อิ่มแล้ว 2 คน ป้าหลาน ก็หาทางออกไปยังแหล่งช้อปปิ้งด้านนอกสถานี Namba  จำได้ว่าในเน็ตแนะนำว่าให้ออกทางประตู 13 เดินไปทางเชื่อมรถไฟฟ้าใต้ดิน จึงได้เห็นป้ายทางออก เดินไล่ไปจนเห็นป้ายทางออกประตูที่13 พอออกไปด้านนอกแล้ว จะตรงกับทางเข้าแหล่งช้อปปิ้งถนนคนเดินพอดีเป๊ะเลย








เดินดูของกันพักใหญ่ ไม่ได้ซื้อหาอะไรเลย  แต่ตอนเดินกลับ เห็นคนเข้าแถวซื้อขนม เกร่เข้าไปดูเป็นชีสเค้ก ลองเข้าแถวซื้อมาทาน 1 ชิ้น ราคา 700 เยน  กลับมาทานที่โรงแรม อร่อยสมกับการต่อแถวยาว  อร่อยมากๆเหมือนทานวิปปิ้งครีมในรูปแบบของเค้ก แทบจะละลายในปาก หวานมันกำลังดี





เดินดูของได้เวลาพอสมควร เราจึงเดินทางกลับ  คราวนี้รอขึ้นสาย Express ซึ่งใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็กลับมายังสถานี Wakayamashi






หมดการเดินทางไปแล้ว 1 วัน  ยังเหลือเวลาอีก 2 วัน สำหรับทริป โปรดติดตามต่อไป


http://somersetmghm.blogspot.com/2014/11/wakayama-2.html