Saturday, 21 November 2015

Japan in Memories Oct 2015 - Day2


Day 2  :  ใบไม้เปลี่ยนสีที่ Nara


ดูตอนที่ผ่านได้ที่นี่

Day1 :  Kyoto
Day2 :  Nara-Kyoto
Day3 :  Arashiyama
Day4 :  Kanazawa-Takayama
Day5 :  Kamikochi-Matsumoto
Day6 :  Matsumoto-Kawaguchiko
Day7 :  Kawaguchiko-Tokyo
Day8 :  Kamakura-Narita
Day9 :  Bangkok




ผ่านไปแล้ว 1 วัน เมื่อคืนหลังจากอาบน้ำแล้ว พวกเราส่วนใหญ่หลับเป็นตาย เช้านี้จึงดูสดใสกลับเข้าสู่โหมดความแข็งแกร่งพร้อมลุยกับการเดินหนักในวันนี้

แผนในวันนี้ เราจะไปเมืองนารากัน

เมืองนารา ตั้งอยู่ในแถบภูมิภาคคันไซ  อยู่ทางใต้ของเมืองเกียวโต  และอยู่ทางตะวันออกของโอซาก้า
นารา ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางของประเทศ มีวัดและศาลเจ้าโบราณมากมาย นาราในวันนี้มีประเพณีและวัฒนธรรมที่น่าประทับใจอยู่มากมาย ที่ได้จับใจนักเดินทางมานานหลายทศวรรษ ซึ่งถือว่าเป็นสมบัติของโลก และได้รับการยอมรับในฐานะที่เป็นมรดกโลกจากยูเนสโก้ สถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายของวัดพุทธ ศาลเจ้าชินโต และกวางอีกมากมาย เป็นสิ่งดึงดูดหลัก ธรรมชาติในบริเวณวัดและเมืองก็สวยงดงามจริงๆ

การเดินทางมานารา มาได้หลายเส้นทาง ถ้ามาจากโอซาก้า สามารถมาได้ด้วยรถไฟสาย JR จากสถานี Tennoji  หรือสาย  Kintetsunara จากสถานี Namba ใช้เวลาเดินทางประมาณ 35 นาที

หรือมาทางเกียวโต เช่นพวกเรา  ด้วยสาย JR Nara Line  หรือที่พวกเราเลือกคือสาย Kintetsu Kyoto Line  และไปเปลี่ยนเป็นสาย Kintetsunara Line ที่สถานี Yamato-Saidaiji Station  ใช้เวลาเดินทาง 54 นาที  ซึ่งพวกเราเลือกใช้การเดินทางด้วย Kintetsu Kyoto Line เนื่องจากเราใช้บัตร Kansai Thru Pass เหมาจ่ายไว้แล้ว ค่าโดยสารขาไปนี้ 620 เยน

เช้านี้หลังจากเก็บข้าวของกันเสร็จเราก็ออกจาก Shiori Ann ก่อน 7 โมงเช้า เพื่อขนกระเป๋าเดินทางย้ายไปยังโรงแรมใหม่คือ Ibis Styles Kyoto Station Hotel ซึ่งตั้งอยู่หลังสถานีเกียวโต ในราคาคืนละ 4,950 เยน




เรานั่งรถไฟใต้ดิน จากสถานี Gojo ไป 1 สถานี ไปยังสถานี Kyoto ออกจากสถานีเราก็ตรงดิ่งออกด้านหลังสถานีเข้าเช็คอินที่ Ibis Styles Kyoto Station Hotel โดยตั้งใจจะฝากกระเป๋าเดินทางไว้ก่อน แต่ทางโรงแรมใจดีมาก บอกว่าห้องว่างแล้ว ให้เราเช็คอินและนำกระเป๋าเข้าห้องได้เลย สุดยอด ขอปรบมือรัวๆ ให้เลย



ด้วยความรวดเร็ว เราเอากระเป๋าเข้าห้องและกลับเข้ามาในสถานีเกียวโต เพื่อขึ้นรถไฟต่อ  แต่ขอแวะซื้อเสบียงในร้านสะดวกซื้อในสถานี มีอาหารกล่องมากมายใหม่ๆมาวางขาย เราเลยอุดหนุนคนละกล่อง สองกล่อง และตื่นตาตื่นใจในร้านพอสมควร  จึงมาขึ้นรถไฟสาย Kintetsu Kyoto ตำแหน่งของโรงแรมเมื่อข้ามถนนเข้ามาในสถานีจะค่อนข้างสะดวกและง่ายกับการเดินไปยังขบวนรถสายต่างๆ และเรายังมีอากู๋ ช่วยยืนยันเส้นทาง เราจึงเดินเข้าสถานีได้ง่ายๆ (ยังนึกถึงคำที่คนที่เคยมาสถานีเกียวโต บอกว่าใครมาครั้งแรกต้องเดินหลงกับความใหญ่โตของสถานีทุกคน .... แต่...อย่าพึ่งย่ามใจ )  





พอเข้ามาในชานชลาแล้ว เราก็งงกันว่าจะขึ้นขบวนไหนดี เพราะมีหลายชานชลา สุ่มขึ้นไป ปรากฎว่าเป็นรถด่วนที่ต้องจองที่นั่ง หน้าแตกลงจากรถไฟแทบไม่ทัน  แต่เราก็ขึ้นถูกขบวนในที่สุด นักท่องเที่ยวเยอะมาก เนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ ทั้งญี่ปุ่น ทั้งต่างชาติ แน่นขบวนเลย 




มาถึงนาราแล้ว ก่อนอื่นต้องจัดการกับข้าวกล่องซะก่อน  เราแวะที่สวนสาธารณะระหว่างทางที่เดินจากสถานี Kintetsu ไปยังวัด Todaiji นั่งดูกวางไป ดูเด็กๆวิ่งเล่นในสนามหญ้า ดูผู้ใหญ่มาปูผ้านั่งปิกนิคกัน  ดูช่างน่าสบายตา กวางก็อยู่ส่วนกวางไม่ได้มาเพ่นพ่านรุกรานที่นั่งของคน 

หลังจากจัดการกับข้าวกล่องต่างๆที่พกพามาจนหมดสิ้น เราก็รวบเศษขยะต่างๆใส่ถุงเพื่อนำไปทิ้งในทั้งขยะ  หลังจากวนเวียนเดินหาถังขยะกันพักใหญ่ ก็หาไม่พบ จึงบรรลุธรรมว่า เพราะมีกวางและป้องกันไม่ให้กวางมาคุ้ยเศษขยะ เศษอาหาร เค้าจึงไม่มีถังขยะแม้ในห้องน้ำก็ไม่มีถังขยะ เราก็ต้องหอบหิ้วกันไปจนกว่าจะเจอร้านอาหารที่พอจะฝากทิ้งขยะได้บ้างนั่นเอง






เราเดินตามฝูงชนมาประมาณเกือบ กิโล ได้เห็นครอบครัวลูกเด็กเล็กแดงมาเที่ยวกับพ่อแม่  นักท่องเที่ยว คนขายอาหารกวาง คนขายมันหวาน  และร้านอาหารข้างทาง ราเมนยอดนิยมคนเข้าแถวยาวเหยียดแม้กระทั่งเราเดินกลับแล้วแถวก็ยังยาวไม่มีลดน้อยเลย












ตามทางเดิน ว่าคนแน่นขนัดแล้ว พอข้ามถนนเข้าเขตวัด Todaiji  เราก็บรรจบกับกรุ๊ปทัวร์ต่างๆที่ส่งลูกค้าหน้าวัด  ฝูงชนทั้ง 2 ฝูงบรรจบกัน จึงแน่นขนัดทันตาเห็น  






ที่นี่แม้คนจะแน่นขนาดไหน แต่เค้าก็มีขอบเขตในพื้นที่ส่วนตัว ไม่รบกวนก้น ใครจะนั่งพักผ่อนก็นั่งไป ใครจะพูดโทรศัพท์คุยกับแฟนก็ทำไป ใครจะให้อาหารกวางเล่นกับกวางก็ทำไป ตราบเท่าที่ไม่รบกวนหรือละเมิดคนอื่นๆ  เราจึงเห็นความสงบท่ามกลางความวุ่นวาย






ส่วนกวางที่นี่ก็เชื่องเหมือนเราเลี้ยงสุนัข  คงอยู่กับคนมาตั้งแต่เกิด จึงคุ้นเคย เด็กๆเข้ามาลูบหัวจับตัวได้






และแล้วก็เดินมาจนถึงวัด Todaiji  วัดเก่าแก่ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่หลวงพ่อโต (Daibutsu) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก บริเวณทางเข้าวัดมีประตูไม้โบราณแกะสลักเป็นรูปยักษ์จำลอง นันไดมง (Nandai-mon) เฝ้าวัดขนาดใหญ่ทั้งสองด้าน และภายในบริเวณยังมีพระพุทธรูปยากูชิ เนียวไร (Yakushi Nyorai) ซึ่งเป็นพระแห่งการรักษาพยาบาลและยา นอกจากนั้นวัดแห่งนี้ยังมีตัวอุโบสถที่เป็นเรือนไม้สักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย








วัดนี้เคยมาเมื่อ 2 ปี ที่แล้ว ทุกอย่างภายในยังเหมือนก่อน  






  




มีตัวโมเดลของวัดด้วย






และอื่นๆอีกเล็กน้อย



ก่อนออกจากวัด ก็เก็บภาพด้านนอกกับสวนใบไม้เปลี่ยนสีอีกนิด








ออกจากวัดเดินกลับมาสถานรถไฟ แวะวัดเจดีย์ห้าชั้น Kofukuji  วัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 1253 โดยตระกูลของเจ้าผู้ครองนครในอดีต แต่เดิมนั้นเป็นวัดที่มีขนาดใหญ่ มีสิ่งปลูกสร้างมากมายราว 150 -175 หลัง แต่ปัจจุบันหลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่หลังเทานั้น โดยยังมีอาคารเก่า 3 ชั้นและเจดีย์ขนาดใหญ่ 5 ชั้นที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดของญี่ปุ่น นอกจากนั้นภายในวัดยังมีส่วนของพิพิธภัณฑ์ที่จัดเก็บพระพุทธรูปโบราณ เศียรพระเก่าแก่และรูปปั้นที่สร้างขึ้นมาพร้อมกับวัดตั้งแต่สมัยอดีตกาล



เราเดินทะลุหลังวัด เพื่อเดินถนนคนเดินที่ทะลุไปสู่สถานีรถไฟ







เดินผ่านร้านขายของต่างๆ และดูการทำขนมโมจิ 




ตามแผนเราตั้งใจว่าออกจากนารา กลับเขาเกียวโต เราจะแวะที่ Uji  สถานที่ที่เป็นแรงบันดาลใจในนิยายของท่านผู้หญิงมุราคามิ เรื่อง Genji moogatari แล้วก็มีอาคารไม้สวยงามของตระกูล Fujiwara ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสถาปัตยกรรมไม้อันดับหนึ่งของญี่ปุ่น มีสิ่งก่อสร้างที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกถึง 2 แห่ง คือ วิหารนกฟีนิกซ์เบียวโดอิน และศาลเจ้าอุจิงามิ นอกจากนั้นเมืองอุจิยังมีชื่อเสียงด้านการปลูกและผลิตชาเขียว โดยมีร้านค้าที่ผลิตและจำหน่ายชาเขียวเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น คือร้านทสึเอน (Tsuen) เปิดจำหน่ายตั้งแต่ ค.ศ. 1160

แต่เมื่อดูเวลาแล้ว เราต้องตัดใจ เพราะตั้งใจว่าจะต้องไปวัด Fushimi Inari  ที่มีเสาแดง โทริอิ เรียงราย ที่เห็นในหนัง นั่นเอง

เรานั่งรถไฟมาลงที่ Tambabashi Station เพื่อต่อรถไฟสาย Keihan Line มาลงที่สถานี Fushimi-Inari Station และเราก็กะเวลาการเดินทางผิดพลาด เนื่องจากญี่ปุ่นเตรียมเข้าสู่ฤดูหนาว จึงเริ่มมืดเร็วกว่าปกติ เพียงแค่สี่โมงกว่าๆ ก็เริ่มมืดแล้ว ฉะนั้นก็ต้องเร่งรีบเดินให้ถึงวัดก่อนจะมืด  หนุ่มๆเค้าลงรถไฟได้ก็โกยอ้าวหายไปจนหมด เหลือเราเดินล้าหลังอยู่คนเดียว








เดินมาถึงแล้ว ก็ได้แต่ตัดใจ เพราะแสงเหลือน้อยเต็มที ถ่ายอะไรก็มืดดำไม่สวยแล้ว








ฟ้ามืดดำแล้ว ก็ตัดใจ ทั้งที่ยังแค่ หกโมงกว่าๆเท่านั้น   กลับมาที่สถานีเกียวโต หาอาหารทานกันแยกย้ายกันตามอัธยาศัย ใครชอบซูชิ ก็ไปร้านซูชิ ใครชอบปิ้งย่างก็ไปร้านปิ้งย่าง ใครชอบดื่มก็ไปร้านที่มีกลับแกล้ม  

พรุ่งนี้เราจะไป Arashiyama กันติดตามชมได้ต่อไป.