1-9 กุมภาพันธ์ 2568
ทริปนี้เป็นทริปด่วน มีเวลาเตรียมตัวไม่ถึงเดือน เนื่องจากเพื่อนโทรมาชวน นัยว่าขาดขา เรามีเวลาคิดตัดสินใจนิ่งไป 5 วิ ก็ตอบตกลง ตอนนั้นลืมไปว่าไปยุโรปต้องทำวีซ่าแชงเก้น และต้องโดนยึดพาสปอร์ตไว้ ที่สำคัญคือ ต้นเดือน มค. มีแผนไปเที่ยว ซาปา ฮานอย กลับกลางเดือน เอาละสิ ขอยกเลิกก็ไม่ทัน เพราะทางทัวร์เค้าจองตั๋วเครื่องบินให้แล้ว ก็ต้องลุ้นกันว่า เมื่อกลับมาจากฮานอยแล้ว มาทำโดยทำหนังสือชี้แจงขอกรณีพิเศษ จะได้ทันเวลาหรือไม่ ถ้าไม่ทันก็คงต้องเลื่อนตั๋วเครื่องบินออกไป แล้วหาจังหวะไปเองอีกที
โชคดีมากว่า สามารถขอวีซ่าได้ภายใน 7 วัน เร็วกว่าสมาชิกในคณะบางคนด้วยซ้ำไป
ทริปนี้เราไปกับบริษัททัวร์ ไม่ต้องเหนื่อยทำโปรแกรม แต่....... (อ่านถึงตอนจบ คงทราบว่า แต่...อะไร) เราบินด้วยการบินไทย ไปลงที่สต๊อคโฮม สวีเดน และต่อสายการบินภายในประเทศ ไปลงที่สนามบินKiruna Airport เมืองคิรูน่า ซึ่งอยู่เหนือสุดของสวีเดน อันเป็นจุดดูแสงเหนือที่สวยทึ่สุดจุดนึงเลยทีเดียว ยิ่งได้รับการการันตีจากผู้รู้ว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงการดูแสงเหนือที่สวยที่สุด ยิ่งตื่นเต้น
ทันทีที่ถึงสนามบินคิรูน่า ก็ต้องรีบคว้าเสื้อหนาวตัวใหญ่มาใส่กันทันใด เพราะอุณหภูมิตอนนั้น ติดลบ
เรามาถึงเกือบบ่ายสามโมง แต่ที่นี่ช่วงนี้ สี่โมงเย็นก็มืดแล้ว เดินทางถึงที่พักก็ได้เวลาอาหารเย็นพอดีเลย ที่พักของเราชื่อ ICEHOTEL ซึ่งจองยากมาก ช่วงนี้เค้ามีห้องที่ทำจากน้ำแข็งด้วย ไกด์บอกว่า ทานอาหารเย็นกันก่อน เสร็จแล้วจะพาไปเดินดูส่วนของโรงแรมน้ำแข็ง ให้เก็บบรรยากาศกัน (แต่พวกเราพักห้องธรรมดา ขออุ่นกันไว้ก่อน)
ห้องอาหารอยู่ด้านนอก อีกฟากถนนไม่ไกลนัก ต้องเดินลุยหิมะกันไป จึงรีบเปลี่ยนรองเท้าจากรองเท้าผ้าใบ เป็นรองเท้าบู๊ท คู่ที่ซื้อไว้เมื่อคราวไปลุยทะเลสาปน้ำแข็งที่ไบคาล รัสเซีย ที่นั่นเราต้องสู้กับอุณหภูมิติดลบมากกว่า 30 องศา ผ่านจุดนั้นมาแล้ว เสื้อผ้าหน้าผมใช้ของเก่าได้ทั้งหมดไม่ต้องซื้ออะไรใหม่เลย
อาหารเย็นวันนี้ อันแรกเหมือนสลัดผักบีทรูท ที่ทำมาจิ้มลิ้ม แต่ก็อร่อยดีค่อนข้างเค็ม
เมนคอร์ส เป็นสเต็กเนื้อกวางเรนเดียร์ ทำแบบคนที่นี่ทานกัน คือค่อนข้างดิบ เนื้อยุ่ยดีไม่เหนียว แต่ติดเค็มค่อนข้างมากเลย สำหรับคนไม่ทานเนื้อ เค้ามีให้เปลี่ยนเป็นเนื้อปลาคอตแทน มาถึงที่นี่ก็ต้องซัดเนื้อกวางเรนเดียร์สิ ของหวานเป็นไอศกรีม ที่รองพื้นด้วยแยมลูกเบอรี่(จำชื่อไม่ได้) อร่อยมาก
อิ่มหนำสำราญกันดีแล้ว ก็เดินข้ามถนนกลับมาฝั่งโรงแรม ไกด์พาเดินเลี้ยวไปทางซ้าย เพื่อไปชมส่วนของโรงแรมที่สร้างจากน้ำแข็ง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้ก็ทำจากน้ำแข็งทั้งหมด แต่... เราก็เดินกันไปไม่ถึง เพราะเกิดเหตุไม่คาดฝัน สมาชิกคนนึง เกิดลื่นล้มกระแทกพื้น บาดเจ็บลุกขยับไม่ได้ วุ่นวายกันพอสมควร กว่า จนท.ของโรงแรมจะเรียกรถพยาบาลมารับ และหลังจากรถพยาบาลออกไปได้แป๊บเดียว ก็มีสมาชิกอีกท่านลื่นล้มอีกคน แต่พอจะลุกขึ้นมาได้แม้จะเคล็ดขัดยอกตามตัวก็ตาม เสียเวลากันไปพักใหญ่ จนส่วนของโรงแรมน้ำแข็งปิด หมดเวลาเข้าชม อดดูกันเลย ตอนเช้าคิดว่าจะแวะมาดูหน่อย ก็ไม่มีเวลาพอ
คืนนี้ หิมะตกกระหน่ำ ฟ้าปิดมองไม่เห็นท้องฟ้าเลย แสงเหนือก็อดไปตามระเบียบ แต่คนที่นี่ยืนยันว่า เมื่อคืนก่อนเห็นแสงเหนือสวยงามมาก
ไม่เป็นไร ไกด์ยืนยันว่าเมืองต่อไป ก็มีโอกาสเห็นแสงเหนือที่สวยงามไม่แพ้ที่นี่เหมือนกัน โปรแกรมวันนี้ เราจะเดินทางด้วยรถไฟ ชมวิว 2 ข้างทาง สิ้นสุดปลายทางที่เมือง Narvik ประเทศนอร์เวย์ ระยะทาง 172 กม. โดยรถบัสของเราจะไปรอรับพวกเราที่เมืองนาวิค
เช้านี้หิมะตกหนักพอสมควร ตามประสาคนเมืองร้อน ก็ตื่นตาตื่นใจกับวิวทิวทัศน์ท่ามกลางหิมะโปรยปราย
ลุกนั่งสนุกกับการถ่ายภาพวิว และสมาชิกในขบวนรถไฟ
จนรถไฟมาถึงสถานี Abisko östra ซึ่งเป็นเมืองสุดท้ายก่อนจะข้ามชายแดนไปฝั่งนอร์เวย์ หิมะตกหนักจนรถไฟไม่สามารถผ่านไปได้ ต้องรอเคลียร์หิมะก่อน ไกด์ได้โทรประสานกับรถบัส ปรากฏว่ารถบัสอยู่ใกล้ๆกันห่างไปไม่ถึง 15 นาที เราจึงเปลี่ยนแผนไม่รอเคลียร์หิมะ และเปลี่ยนมานั่งรถบัสแทน
เราแวะทานอาหารกลางวันกันที่ห้องอาหาร Restaurant Kungsleden ติดๆกับสถานีAbisko Turiststation เป็นอาหารบุฟเฟ่ต์ คนค่อนข้างเยอะ เพราะติดกับลานสกี แต่เค้าก็มีอาหารออกมาเสริฟให้ตลอดเวลา ทานอาหารพร้อมชมวิวที่สวยงาม ช่างโรแมนติกดีแท้
จากตรงนี้ อีกประมาณ 78 กม. ก็จะถึงจุดหมายคือเมืองนาวิค หรืออีกประมาณ 40 กม. ก็จะข้ามชายแดนมายังนอร์เวย์ ที่ Bjørnfjell แต่เรามาจนเกือบจะถึงชายแดนแล้ว ปรากฎว่าทางปิดผ่านไม่ได้ ต้องรอรถมาเคลียร์หิมะบนถนน รอกันหลายชม. กว่าจะถึงคิวผ่านไปได้ น่าชมความมีระเบียบของคนที่นี่ เค้าจอดรถรอทางการเคลียร์ถนนแต่โดยดี ไม่มีแซงหรือแทรกเข้าช่องสวนทางเลย ทำให้รถตัดหิมะสามารถผ่านไปปฏิบัติหน้าที่ได้คล่องตัว ถ้าเป็นพี่ไทย .................
เรารอกันตั้งแต่บ่ายแสงสว่าง จนแสงหมดถึงผ่านไปได้ จุดหมายของเราไปพักที่หมู่บ้านชาวประมง เมืองนาวิค ต้องเปลียนกันกระทันหัน เพราะเสียเวลามาก อีกอย่างตอนนี้หิมะตกหนัก ลมแรงมาก ที่นั่นก็มีความเป็นไปได้ว่าคงไม่สามารถเห็นแสงเหนือเช่นกัน
เราเลยเมืองนาวิคไปพักที่ เมือง Bjerkvik ชื่อโรงแรม Bjerkvik Hotel
วันนี้คืนนี้ ก็ชวดแสงเหนืออีกครั้ง เพราะฟ้าปิด หิมะตกหนัก เช้านี้เราเลยแก้อาการอกหักรักคุด ด้วยการถ่ายภาพกับภาพแสงเหนือที่ติดอยู่ในห้องอาหารแทน
เช้านี้เป็นวันที่ 4 ของทริป เราจะข้ามไปยังเกาะโลโฟเทน และค้างคืนที่เมือง Svolvær ตามโปรแกรม จะพาพวกเราลงเรือไปจับปูทะเลกัน แต่วันนี้ลมแรงมาก ยืนยังแทบทรงตัวไม่อยู่ ไกด์เลยเปลี่ยนแผน พาไปทานปูที่ห้องอาหารบนฝั่งแทน
จาก Bjerkvik ข้ามยังเกาะโลโฟเทนที่สะพาน Tjeldsund bru
ท่ามกลาง ลมแรง แสงขมุกขมัว หิมะตกตลอดทาง 11 ชีวิต ต้องจุ้มพุกกันอยู่บนรถบัส ได้แต่นั่งมองธรรมชาติพิโรธ ผ่านหน้าต่าง ลงไปก็ไม่ได้
แสงสีที่มองผ่านกระจกหน้าต่างรถบัส จะเห็นแค่ขาวของหิมะ และดำของสิ่งก่อสร้างหรือต้นไม้
ในที่สุดเราก็เดินทางถึง Lofoten Seafood Center ระยะทาง 279 กม. ใช้เวลาเดินทางไม่น้อยกว่า 6 ชม. ชีวิตช้านข้ามน้ำข้ามทะเลมาครึ่งโลก เพื่อมานั่งดูธรรมชาติผ่านกระจกรถบัส ไม่สามารถลงไปสัมผัสได้เลยรึนี่ แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ตอนนี้ก็เข้าไปทานอาหารที่มีไฮไลท์คือปูทะเลตัวโตๆกันดีกว่า
จานแรกเค้าเสริฟซาชิมิปลาแซลมอน สดอร่อยดีมาก จานปูมีการสาธิตวิธีการแกะปูตามแบบคนนอร์เวย์ ที่ต้องใช้เครื่องมือมากมาย ขอแอบนินทานิดนึง เรามาจากดินแดนที่มีอาหารซีฟู๊ดที่ดีและอร่อยที่สุดในโลก ปูบ้านเราเนื่อเยอะเนื้อแน่นหวานอร่อยที่สุด มากินปูทะเลที่นี่ ตัวโตเปลือกแข็งมากทุบกันจนเกือบเละกว่าจะได้กิน แคะเนื้อออกมานิดเดียวไม่เยอะ มิน่าฝาหรั่งทั้งหลาย เจอซีฟู๊ดบ้านเรากินกันลืมตายเลย
กินกันเสร็จ ก็นั่งรถกลับมาเข้าพักที่โรงแรม Thon Hotel Lofoten คราวนี้ค่อยเห็นความเจริญหน่อย เพราะรอบๆโรงแรมเป็นชุมชนใหญ่ มีร้านค้าต่างๆเปิดมากมาย โรงแรมอยู่ริมท่าเรือ มองเห็นเรือประมง เรือสำราญเยอะแยะ
มื้อเย็นนี้ เราทานอาหารไทยที่ Sakura Lofoten Svolvær โดยกุ๊กคนไทย ที่ยินดีปรีดาที่พบเห็นคนไทย ได้กินไข่เจียว ผัดผัก ผัดกระเพรา พอให้หายคิดถึงอาหารไทย ทานเสร็จไกด์บอกให้ตามอัธยาศัย จะเดินเล่น ซื้อของ หรือถ่ายรูปก็ได้ แต่หิมะตกหนักและเปียกเหมือนฝน ลมแรงมาก ก็เลยล้นเลิกความตั้งใจที่จะเดินเล่น ได้แต่แอบส่องจากหน้าต่างห้องนอน และจากล้อบบี้







คืนนี้แห้วอีกตามเคย ฝนตก ลมแรงมาก หิมะหนาแน่น ดูพยากรณ์อากาศ พรุ่งนี้อากาศจะแจ่มใส คงได้เห็นแสงเหนือที่โลโฟเทน แต่..... เราก็จะย้ายไปที่อื่นไม่อยู่ตรงนี้ละซิ และที่เหี่ยวยิ่งนักคือ เมืองทรอมเซ่อ ที่เราจะไปวันนี้ ฝนตก หิมะหนัก ลมแรง ไปตลอด 2 วันที่เราจะพักซะนี่ จะเหลืออะไรล่ะ
แต่สมาชิกเกือบทั้งหมด คือเหล่าสว. ที่ผ่านร้อนหนาวมาโชกเลือด เอ้ย..โชกโชน เคยดีใจ เสียใจ สมหวัง ผิดหวัง มามากมายนัก แค่นี้ไม่ทำลายขวัญและกำลังใจได้ แต่ละท่านยังยิ้มสู้ ออกไปลุยไม่ได้ก็ถ่ายมันในโรงแรมก็ได้นิ
วันนี้เราจะย้ายเมือง เดินทางขึ้นไปเกือบเหนือสุดของนอร์เวย์ คือเมือง Tromso เราจะพักที่นี่ 2 คืน อย่างที่บอกตอนต้นว่า พยากรณ์อากาศไม่ได้เหลือความหวังใดๆให้พวกเราเลย รับรู้และเลือกที่จะรับชตากรรมอย่างสงบ แบบไม่มีทางเลือก
เส้นทางจากโลโฟเทน ไปยัง ทรอมเซ่อ ต้องย้อนกลับทางเดิม ข้ามสะพาน Tjeldsund bru แล้วค่อยแยกขึ้นเหนือที่เมือง Bjerlvik หลังข้ามสะพานมาแล้วซักพัก ถึงได้ข่าวว่า เค้าปิดสะพานไม่ให้รถผ่าน เพราะลมแรงมากไม่ปลอดภัย ไม่รู้ว่าพวกเราควรดีใจ หรือเสียใจดีล่ะนี่ ถ้าเราติดไม่ได้ข้ามสะพานมา คงมีการเปลี่ยนแผนและหาที่พักใหม่ อาจต้องเสียเงินเพิ่มกันอีก แต่ที่คิดว่าน่าจะได้สิ่งตอบแทนกลับมาคือ น่าจะได้เห็นแสงเหนือที่นี่ มากกว่าที่ทรอมเซ่อ
แวะทานอาหารกลางวันที่โรงแรมที่เราพักที่ Bjerkvik หลังทานอาหารเสร็จ มีโอกาสเก็บภาพหน้าโรงแรมกันนิดหน่อย
คนขับจอดให้เราลงไปถ่ายรูป ตรงจุดนี้คงเป็นจุดแวะยอดนิยมและคงสวยมาก แต่ยามนี้มองไปก็เห็นแต่หิมะขาวโพลนไปหมด จากตื่นเต้นตอนวันแรกเป็นเฉยๆซะแล้ว
เหอะๆ.... เวลารถจอดให้ถ่ายรูป ก็มีฝนตก มีหิมะ มีลมแรง ลงไม่ได้ แต่พออยู่บนรถ แสงสุดท้ายสวยซะนี่ ทำไงดีล่ะ
ในที่สุดการเดินทางอันยาวนาน ก็บรรลุถึงเมือง Tromso ด้วยระยะทางกว่า 422 กม. เมืองนี้เจริญมาก รอบๆที่พักที่ร้านค้ามากมาย มีถนนคนเดินให้ช้อปปิ้ง แต่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยให้พวกเราเลย ฝนตก ลมแรง หิมะโปรย แค่เดินออกมาหน้าโรงแรม Radisson Blu Hotel, Tromso แทบยืนทรงตัวไม่อยู่ พื้นก็แฉะมีน้ำแข็งเกาะ เสี่ยงต่อการลื่นล้มเป็นที่สุด แห้วตามเคย คืนนี้เราไม่สนใจเฝ้ารอแสงเหนือแล้ว เชื่อพยากรณ์อากาศเข้านอนดีกว่า
วันนี้เรายังอยู่ต่อที่เมือง Tromso ไกด์จะพาเราเที่ยวรอบๆเมือง จุดแรกที่จะพาไปคือโบส์ถสามเหลี่ยม ที่เราเห็นจากหน้าโรงแรม แต่เนื่องจากสภาพด้านนอกจากพื้่นถนนเข้าไปยังตัวอาคาร เต็มไปด้วยน้ำแข็ง และพวกเราก็ไม่พร้อมไม่ได้เตรียมกริปโซ่ติดรองเท้าเพื่อเดินบนน้ำแข็งมา จึงไม่ได้ลงจารถ
จุดต่อไปเป็นจุดชมวิว จำไม่ได้ว่าเป็นตรงไหน เหมือนจะเป็นของหน่วยราชการสักแห่งนึง พวกเราเพียรพยายามเดินและเกาะราวไป ระยะทางสั้นๆแต่ยาวนาน วิวสวยสมความพยายาม
อีกจุดที่แวะกันคือ ฟาร์มกวางเรนเดียร์ Tromsø Arctic Reindeer ออกไปนอกเมืองไม่ไกลนัก รถจอดด้านนอกฟาร์ม ต้องเดินเข้าไปประมาณ 200 เมตร ทางลื่นด้วยน้ำแข็งดีว่าเรามีกริปใส่รองเท้ากันลื่น ติดก่อนลงรถ เลยเดินด้วยความมั่นใจ แต่คนอื่นๆ ต้องค่อยเดินเกาะกันไป
เข้าไปในฟาร์มแล้ว เค้าจะต้อนให้พวกเราเข้าไปในกระโจมนึง นัยว่าเพื่อบรรยายเกี่ยวกับฟาร์มให้ฟัง
จากกระโจมนี้ เดินออกมาจะพบทุ่งเลี้ยงกวาง เค้ามีกริปติดรองเท้ากันลื่นให้ใส่รองเท้าทุกคน เพราะบนทุ่งเต็มไปด้วยน้ำแข็ง ไม่ใสกริปลื่นหัวแตกแน่
หลังจากให้อาหารกวาง ถ่ายรูปกับกวางจนฉ่ำแล้ว ทางออกจะผ่านกระโจมอีกหลัง ภายในมีเตาผิงอุ่นๆให้ผิงกันหนาว และมีกาแฟขายให้ด้วย
วันรุ่งขึ้น หลังอาหารเช้า ก็เก็บของเดินทางไปสนามบิน Tromsø Airport เพื่อบินกลับมา ออสโล เพราะพรุ่งนี้เราจะบินกลับประเทศไทยแล้ว
ที่ออสโล มีโอกาสแวะที่ The Vigeland Park เดินถ่ายภาพกับอากาศที่ดีๆ แสงสวยๆส่งท้าย
ในที่สุด ก็ถึงเวลาที่ต้องจากลา ครั้งก่อนเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ก็ผ่านออสโลแบบผ่านๆ คือแค่แวะเปลี่ยนรถไฟไป ฟรามบานา ครั้งนี้ได้เที่ยวนิดหน่อยบางจุด ก็ยังไม่ทั่วทั้งเมือง ก็คงไม่หวังว่าจะได้กลับมาอีกแล้ว ถือว่าเรามีวาสนากับออสโลเพียงแค่นี้ จากลากันด้วยความเสียดาย
ขอบคุณ คุณกานดา ที่ชวนมาร่วมทริปนี้ ถึงแม้จะไม่ได้เห็นแสงเหนือ อย่างที่ตั้งใจ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เรายังได้รับแสงแห่งมิตรภาพจากพี่ๆน้องๆ เพื่อนร่วมทริป ที่ต่างมีน้ำใจให้กันและกัน อย่างมากมาย เมื่อผิดหวังก็ไม่โวยวายฟูมฟาย แต่ยอมรับวิบากกรรมร่วมกัน เมื่อสมหวังก็ร่วมยินดีให้แก่กัน นี่แหละรสชาดของชีวิต..