Tuesday, 8 August 2017

จาก Bangkok ถึง Tokyo หนีร้อนไปเจอร้อนกว่า




อันเนื่องมาจากตั๋วพร้อมที่พัก ราคาถูก ทำให้ 3 ชีวิต รีบช้อนซื้อโตเกียว 3 วัน แบบไม่รีรอ  เราเลือกที่พักแบบอาพาร์ตเม้นท์ แม้จะเลยออกมานอกเมืองนิดยังไม่ถึงกับเป็นชานเมือง เพราะจะได้มีพื้นที่นั่งพัก หรือซื้ออะไรมานั่งทานได้เต็มที่ หากเลือกโรงแรมในโตเกียว ด้วยราคาที่เราจ่ายไปจะได้เพียงโรงแรมแบบแคบซูล หรือ เกสเฮาส์แบบนอนรวม




Takano Apartment  珈琲 ブルドック  คืออาพาร์ตเม้นท์ที่เราเลือก อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดินสายOedo Line ชื่อ Shin-Egota เดินต่ออีกราว 400 เมตรก็ถึงที่พัก  ถึงจะอยู่ไกลแต่ด้วยรถใต้ดินสายOedo Line ก็ทำให้เราเดินทางเข้าเมืองไปตรงไหนในโตเกียวได้สะดวก เพราะเป็นรถใต้ดินสายที่วิ่งรอบเมืองโตเกียว ผ่านย่านสำคัญๆ เช่น ชินจูกุ Roppongi , ตลาดปลาสึกิจิ , ย่านอาสะกุสะ และ อูเอโนะ

เราออกเดินทางจากสนามบินดอนเมือง ตอนห้าทุ่ม และจะถึงที่สนามบินนาริตะ ประมาณ 8.00 น. โชคดีได้นั่งริมหน้าต่าง หลับบ้างตื่นบ้าง ท้องฟ้าปลอดโปร่งสลับกับเมฆหนาทึบ ผ่านไต้หวันเมฆไม่มี จึงได้แสงสีของเมืองด้านล่างสวยงาม



 

 

 

 




เราลงเครื่องที่สนามบินนาริตะ คุ้นเคยกันดีเพราะเคยมาขึ้นเครื่องที่นี่แล้ว หลังจากลงเครื่องเราก็ชิวชิว แวะถ่ายรูป ซื้อบัตรSuica การซื้อบัตรง่ายมาก เราสามารถซื้อจากเครื่องขายบัตร หรือซื้อที่เคาเตอร์ขายตั๋วรถไฟสายJR เราเลือกซื้อจาก จนท. ค่ามัดจำบัตร 500 เยน เติมเงินกันคนละ 3,000 เยน สำหรับการขึ้นรถลงเรือจะได้ไม่ต้องค่อยพะวงกับการซื้อตั๋วแต่ละครั้ง และค่อยเติมเพิ่มเมื่อใกล้หมดอีกที



ตกลงกันว่าก่อนเข้าโตเกียว แวะไหว้พระที่วัดนาริตะซัน กันซะหน่อย  เรานั่งรถไฟสายKeisei Line ออกจากสนามบินนาริตะ 1 สถานีมาลงที่ Keisei-Narita Station 




 

 

 




เราแวะเอากระเป๋าเดินทางฝากไว้ในล๊อคเกอร์ให้เช่าในสถานีก่อน ช่องใหญ่ 800 เยน ช่องกลาง 500 เยน ฝากกระเป๋าเสร็จก็หาอะไรทานกัน แต่ยังเช้ามากร้านอาหารยังไม่เปิด นอกจากร้านซูชิแบบห่อกลับ ซื้อแล้วยังไม่ค่อยหิว เลยหิ้วเดินไปวัดนาริตะซัน ตั้งใจจะชมบ้านเก่าร้านค้าริมทาง แต่ GPS พาเราเดินผิดด้านมีแต่บ้านคน แต่ก็ไม่ไกลนัก สักกิโลกว่าๆ ก็เดินถึงวัด




 

 

 




วัดนาริตะซัง ชินโชจิ(Naritasan Shinshoji Temple) เป็นวัดพุทธเก่าแก่ ขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียงมากของเมืองนาริตะ สร้างขึ้นในปี 940  วัดแห่งนี้มีประวัติศาสตร์มายาวนานถึงกว่า 1,000 ปีเลยทีเดียว   ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสนามบินนานาชาตินาริตะ ภายในวัดมีอาคารที่หลากหลายตั้งอยู่ในบริเวณที่กว้างขวาง เช่น ห้องโถงหลัก เจดีย์ 3 ชั้นสไตล์ Tahoto มีชื่อว่า Great Pagoda of Peace นอกจากนี้ยังมีสวนญี่ปุ่น และสวนยุโรปอีกด้วย และพอถึงวันขึ้นปีใหม่ ก็จะคลาคล่ำไปด้วยคนกว่าสามล้านคนที่มาสักการะขอพรปีใหม่ที่วัดแห่งนี้ทุกปีอย่างไม่ขาดสาย วัดแห่งนี้จึงมีจำนวนสาธุชนมากเป็นอันดับสองรองจากศาลเจ้าเมจิเท่านั้น



เส้นทางที่นำมาสู่วัดนาริตะซังคือถนนช้อปปิ้งโอโมเตะซังโดะ(Omotesando street) ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร จาสถานีรถไฟ เต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ เช่น ร้านจำหน่ายสินค้างานฝีมือดั้งเดิม ร้านอาหาร และร้านของที่ระลึก ซึ่งเปิดบริการให้แก่นักท่องเที่ยวมานานหลายศตวรรษ

เราเดินผ่าน ประตูทางเข้าวัดที่มีชื่อเรียกว่า นิโอมง (仁王門)















เราเดินรอบๆวัด แวะไหว้พระขอพระกันนิด  แล้วก็หาที่นั่งพักเอาอาหารเช้าออกมานั่งทานกัน ทางวัดจัดห้องนั่งพักเหมือนโรงอหารเล็กๆ มีน้ำชาให้เลือกกดแบบร้อนหรือเย็นได้เต็มที่

















ทานอาหารเสร็จแล้วก็เดินกลับ คราวนี้เราเลือกเดินกลับทางร้านค้าข้างทาง มีร้านขายข้าวหน้าปลาไหล ถลกหนังกันเป็นๆริมทางข้างวัดนี่แหละ ไม่ต้องคิดมาก













เราอิ่มกันจากซูชิที่พกพามาแล้ว เพื่อไม่ให้เสียเวลาเรารีบกลับมาเดินทางเข้าโตเกียวดีกว่า จะได้มีเวลาช้อปปิ้งที่     ชินจูกุกันสักหน่อย แต่เดินมาได้นิดเดียวฝนที่ตั้งเค้าแต่เช้า อากาศร้อนอบอ้าวตั้งแต่เช้า ตอนแรกก็ตกแบบปรอยๆแต่ค่อยๆหนักขึ้นเรื่อยๆ เราแวะหลบฝนกินไอติมแสนอร่อยก็แล้ว หลบในร้าน 7-11 ก็แล้ว ฝนไม่มีทีท่าจะหยุดแต่กลับกระหน่ำหนักแบบไม่ยอมลืมหูลืมตา ในที่สุดเราก็ตัดสินใจเดินฝ่าฝนมาสถานีรถไฟ ร่มที่พกมาจากกรุงเทพช่วยได้แค่ไม่ให้เปียกหน้าตาแต่ กางเกงกระเป๋าเปียกหมด ดูพยากรณ์อากาศในแอปมือถือ ขึ้นคำเตือนว่าเป็นพายุเลย









เสียเวลาหลบฝน และเสียเวลารอรถไฟที่หยุดวิ่งชั่วคราวเนื่องจากพายุฝน เราก็ได้ขึ้นรถไฟสาย Keisei-Ueno มาลงที่
สถานีรถไฟนิปโปะริ และต่อรถใต้ดินสาย Yamanote Line เพื่อต่อรถเมลล์สาย61 ที่ Mejiro Station  นั่งรถเมล์ประมาณ 7 ป้าย มาลงป้ายรถเมลล์ข้างสถานี Shin-Egota เดินอีกนิดก็ถึงที่พัก


ที่จริงถ้าจะให้เดินทางง่ายกว่านี้ เราสามารถนั่งรถไฟจากสถานีนาริตะ มาลงที่ อูเอโนะ และต่อรถไฟใต้ดินสาย Oedo Line ก็ถึงเหมือนกัน แต่จะนานกว่านิดเพราะต้องวิ่งอ้อมรอบเมืองจากสถานี Okachimachi Station E5 มาลงที่ Shin-Egota E34 เราต่อหลายทอดแต่ก็ไม่ยุ่งยาก ออกจากสถานีรถไฟก็เจอป้ายรถเมลล์ รถมาพอดี

ย่านที่เราพักเป็นย่าน เนริมะ  ย่านนี้เป็นย่านโชวรูมและศูนย์บริการรถยนต์ ตลอดเส้นทางจะมีโชวรูมค่ายรถต่างๆตลอดเส้นทาง และเราก็สังเกตเห็นป้ายริมทางว่าถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางอพยพหรือเป็นเส้นทางฉุกเฉินกรณีเกิดภัยพิบัติด้วย ปากซอยที่พักเราก็ติดกับโชวรูมของรถมิตซูบิชิ และ ซูซูกิ







อาพาร์ตเม้นท์ที่เราพักชื่อ Takano Apartment ที่พักของเราชั้น3 ห้อง310 เจ้าของห้องได้มีการแจ้งวิธีเข้าพักให้เราล่วงหน้าผ่านอีเมลล์ แจ้งรายละเอียดวิธีการเข้าห้อง เพราะเจ้าของไม่ได้มาเปิดห้องด้วยตัวเอง เราลากกระเป๋าขึ้นไปยังชั้น3 ที่หน้าห้องกุญแจเป็นแบบรหัส เรากดรหัสตามที่เจ้าของให้มาพบว่ามีกุญแจห้องอยู่ในตลับกุญแจอีกทีนึง ไขเข้าห้องยกคัตเอาท์ไฟฟ้า ห้องเป็นแบบ 1 ห้องนอนมีห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ และครัวพร้อมเครื่องครัวครบ 

แต่...เรามาหน้าร้อนอุณหภูมิวันนี้ 32 องศาเซลเซียล แอร์เครื่องเล็กๆในห้องนอนไม่สามารถทำความเย็นได้ทั่วถึงทุกห้อง ถ้าเป็นหน้าหนาวหรือหน้าอื่นคงสบายกว่านี้ แต่โดยภาพรวมที่เจ้าของห้องจัดเตรียมไว้ให้ถึอว่าดีกว่าที่คาดหวังไว้ ฉะนั้นร้อนนิดนึง ก็ทนให้ได้












อาบน้ำกันจากที่หมักหมมมาทั้งคืน และ เปียกชื้นจากฝนกันมาด้วย เราก็ตั้งใจว่าจะไปเดินดู อุปกรณ์กล้องมือสองที่สถานี Nakano พร้อมโพยรายการฝากซื้อกล้องเลนส์จากเพื่อนๆเพียบ  แต่ก่อนอื่นขอหาอะไรใส่ท้องให้เป็นเรื่องเป็นราวสักหน่อย ควบกลางวันกับเย็นเลย ระหว่างที่เราเดินมาที่พัก ผ่านร้านอาหารชาบูแบบบุปเฟ่ต์ราคาไม่แพงคนละ พันกว่าเยนเท่านั้น หมายตาไว้แล้วเราจึงไม่รีรอที่จะเข้าร้านนี้ทันที






หลังเต็มคราบกับชาบู และ ขนมต่างๆ จนพุงจะแตก เราก็มาขึ้นรถเมลล์สาย 41 มาลงที่สถานีนากาโนะ มาถึงแล้วเราพบความเปลี่ยนแปลง ครั้งก่อนที่เรามาที่นี่แน่นขนัดไปด้วยผู้คนร้านค้า คึกคักมาก แต่ครั้งนี้ผู้คนบางตาส่วนใหญ่เป็นคนทำงานที่มาดื่มกิน นักท่องเที่ยวน้อยมากแทบไม่เห็นเลย ร้านค้าที่ขายของปิดตัวไปหลายร้าน รวมถึงร้านกล้องมือสองที่เราดั่นด้นมาด้วย แต่มีร้านอาหารประเภทผับ ร้านเหล้า เปิดขึ้นมาแทนที


มาแล้วไม่ได้อะไร ร้านกล้องปิด ซึ่งไม่แน่ใจว่าหยุดวันนี้หรือปิดร้านไปแล้ว แต่รอบด้านก็ดูเงียบๆไม่ค่อยคึกคัก จะไปต่อที่ย่านชินจูกุ  แต่พวกเราก็เหนื่อยจากการเดินทางมาทั้งคืนและผจญร้อน ผจญฝนมาตลอดทั้งวัน เลยตกลงกันว่า กลับที่พักกันดีกว่า  ขากลับเราก็กลับด้วยรถเมลล์สาย41 เช่นเดิม  ที่หน้าสถานี Shin-Egota มีร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาเก็ต และ ร้านขายยาร้านใหญ่ เราแวะซื้อขนม และอาหารที่ลดราคาประจำวัน เอากลับไปสำหรับเป็นมื้อเช้าที่ห้องพัก

เช้าวันที่2 เราตื่นนอนแบบสบายๆไม่เร่งร้อน อาบน้ำ อุ่นอาหาร ชงกาแฟ ทานกันเรียบร้อยแล้ว ก็พร้อมสำหรับการออกเที่ยวในวันนี้ เช็คอากาศแล้ววันนี้ร้อนกว่าเมื่อวาน 34 องศา  วันนี้เราตั้งใจไปเที่ยวเอโดะน้อย หรือ Kawagoe 






เมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่ยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมและกลิ่นอายในสมัยเอโดะ, โคะเอโดะ  Kawagoe 川越 เมืองเก่าที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองเกียวโตน้อย หรือ Koedo 小江戸 ตั้งอยู่ในจังหวัดไซตามะ ห่างจากกรุงโตเกียวเพียง 30 นาที

ในช่วงสงครามโลก เมืองโตเกียวซึ่งเป็นศูนย์กลางของ Edo ได้ถูกโจมตี ไฟไหม้ และแผ่นดินไหว จนไม่เหลือสิ่งก่อสร้างในสมัย Edo ให้เห็นในปัจจุบัน แต่เมือง Kawagoe เป็นเมืองที่ไม่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวมาก จึงมีบ้านเรือนเก่าให้เห็นในปัจจุบันนี้


 เราไปขึ้นรถไฟสาย Seibu Shinjuku Line ที่สถานี Tokorozawa Station ไปยังสถานี Hon-Kawagoe  หลังจากแวะช้อปสินค้าลดราคาที่ห้างสรรพสินค้าในสถานีกันพักนึง ก็ออกเดินทาง จุดหมายแรกคือวัดKita-in ระยะทางจากสถานีรถไฟประมาณ 700 เมตร หลังจากดูแถวที่รอขึ้นรถเมลล์ยาวมาก ก็ออกเดินมายังวัด ซึ่งนับเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมากสำหรับช่วงเวลาที่ร้อนระอุอย่างนี้ มันทำให้เราเหนื่อยและร้อนและไม่รู้สึกประทับใจกับวัด หรือ บ้านเรือนโบราณที่พบเห็น การเดินริมถนนที่ไม่มีชายคาให้กันแดดหรือหลบร้อน เราจึงไม่รู้สึกสนุกใดๆ ทนเดินได้สักพัก จึงชวนกันกลับ




























เราตั้งใจกลับมาตั้งหลักที่ที่พักกัน กะว่าพักร้อน อาบน้ำ แล้วเย็นๆจะไปดูงานแสดงพลุที่ คิตะเซ็นจู เรารอรถเมลล์นั่งกลับมาที่ Hon-Kawagoe แวะหาร้านอาหารทานกันที่ห้างในสถานีรถไฟ และนับว่ายังมีโชคดีบ้างที่เลือกร้านที่ อาหารอร่อยถูกปากราคาไม่แพงมาก






ทานเสร็จก็แวะช้อปต่อจากที่เมื่อเช้าเมียงๆมองๆของหลายชิ้นไว้ เสียเวลากับร้าน GU ได้ของถูกใจและราคาถูกมากันหลายชิ้น เราก็นั่งรถไฟกลับมาที่สถานี เนริมะ แวะดูเสื้อผ้าลดราคากันอีกนิด จากสถานีนี้อยู่ไม่ไกลจากที่พักเรานัก เราจึงเลือกที่จะนั่งรถแท๊กซี่กลับยังที่พัก แต่ก็หารถแท๊กซี่หรือจุดจอดรถไม่พบ เดินไปเดินมาจึงตัดสินใจกลับด้วยรถใต้ดินแทนมาลงที่ Shin-Egota  หลังจากแวะร้านแฟมิลี่มาร์ท ซื้อน้ำ ขนม ติดมือกลับที่พัก เราก็มานั่งพักขา เหยียดยาวกันที่ที่พัก  และก็ถอดใจกับสภาพอากาศที่ร้อน และอบอ้าว จนรู้สึกหายใจไม่ค่อยออก จึงมีมติเอกฉันท์ งดออกไปดูพลุหรือไปช้อปปิ้งที่ชินจูกุ หรือชิบูย่า ขอนอนเล่นที่ห้องพักแทน



เช้าวันที่สาม หรือวัดสุดท้ายของทริปนี้ เรามีเวลาเที่่ยวในโตเกียวจนถึง 4 โมงเย็น และต้องเดินทางไปสนามบินนาริตะ เพื่อกลับเครื่องตอน สองทุ่มกว่าๆ

โปรแกรมวันนี้จึงตั้งใจว่า หลังจากเก็บข้าวของทานอาหารเช้าที่ซื้อมาตั้งแต่เมื่อคืนเรียบร้อยแล้ว ก็จะขนของออกจากที่พัก ยกคัตเอาท์ไฟฟ้า ปิดประตูคืนกุญแจไว้ในที่เก็บกุญแจ หลังจากนั้นก็จะนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินมาลงที่สถานี  Ueno-okachimachi Station  หลังจากฝากกระเป๋าในตู้ล๊อคเกอร์แล้ว เราจะไปไหว้พระที่วัดอาซากุสะ บ่ายๆค่อยกลับมาช้อปปิ้งที่ตลาด ameyoko หน้าสถานีส่งท้ายก่อนกลับ














หลังจากจัดการตามแผนแล้ว สายนี้เราก็มาเดินที่วัดอาซากุสะ หรือวัด Sensoji Temple 

วัดอาซากุสะ หรือ วัดเซ็นโซจิ (Sensoji Temple / 浅草寺) เป็นหนึ่งในวัดพุทธชื่อดังของญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานและเป็นวัดที่มีความเก่าแก่ที่สุดในกรุงโตเกียว โดยสร้างเมื่อประมาณปี ค.ศ. 628



ตามตำนานเริ่มจากการที่ชาวประมงสองพี่น้องซึ่งจะออกหาปลาทุกวันที่แม่น้ำสุมิดะ (Sumida River) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งของวัด แต่แล้ววันหนึ่งทั้งสองพี่น้องก็จับปลาไม่ได้สักตัว จึงได้อธิษฐานขอกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้จับปลาได้ พอลองทอดแหดู กลับได้มาเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิมทองคำสูงประมาณ 5 นิ้วแทน ทั้งสองจึงได้นำกลับมาที่หมู่บ้าน



เมื่อหัวหน้าของหมู่บ้านได้ทราบเรื่อง ก็ได้ปรับปรุงบ้านของตนแล้วสร้างเป็นวัดเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระโพธิสัตว์กวนอิมเพื่อให้คนได้มาสักการะบูชา เนื่องจากสิ่งที่ขอพรมักจะเป็นจริงอยู่เสมอ จึงมีผู้คนจากทั่วสาระทิศเดินทางมาเพื่อสักการะองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมนี้


หลังจากสักการะพระโพธิสัตว์แล้ว ที่นี่มีเซียมซีให้ลองเสี่ยงทาย ในภาษาญี่ปุ่นเรียกโอมิกุจิ (Omiguji) เมื่อได้ใบเซียมซีและอ่านคำทำนายแล้ว ชาวญี่ปุ่นนิยมพับแล้วไปผูกกับต้นไม้หรือบริเวณที่ทางวัดจัดไว้ ไม่ว่าคำทำนายนั้นจะดีหรือไม่ดีก็ตาม เชื่อว่าจะช่วยให้ได้รับความคุ้มครอง
 
เรามาถึงสายมากแล้วนักท่องเที่ยวหนาแน่นมากๆ ทั้งคนญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวไทยจีนฝรั่ง มีครบ  หลังจากเดินฝ่าฝูงชน แวะทานขนมโมจิ ดังโงะ และขนมปังเมล่อน แล้ว เราก็เดินมาถึงอาคารที่ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิม 
 














 
หลังจากไหว้พระขอพรแล้ว ก็ขอเสี่ยงเสียมซีซะหน่อย  ได้เซียมซีเบอร์90 The Best Fortune โชคดีมหาศาล สาธุ...
 














 แวะไหว้พระศาลข้างๆกันสักพัก ก็นั่งรถไฟใต้ดินกลับมาที่สถานี Ueno เพื่อตั้งต้นเดินตลาดอะเมะยะ โยโกะโชว และเดินมุ่งหน้าไปทางสถานี Ueno-okachimachi Station ก่อนอื่นก็ขอทานอาหารเที่ยงกันก่อน ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา เราเลือกร้านริมทางสั่งข้าวหน้าไหลราคา 800 เยน มาทานกัน รสชาติดีทีเดียวไม่เลี่ยนมาก ส่วนลูกค้าคนญี่ปุ่นอื่นๆเห็นเค้าสั่งอาหารทะเลตัวโตๆมานั่งปิ้งทานกัน ซึ่งเรามองกันเฉยๆเพราะบ้านเราก็มีอาหารทะเลให้ทานกันไม่ขาดแคลน แถมเรายังมีน้ำจิ้มซีฟู๊ดเลิศรสมาทำให้อาหารทะเลของบ้านเราเลิศรสกว่า












 อิ่มกันแล้ว เดินกางร่มฝ่าสายฝนพรำๆ ดูข้าวของ ความที่อากาศร้อน ฝนพรำ ทำให้เราไม่ได้สนใจข้าวของต่างๆมากนัก เดินๆดูซื้อบ้างเล็กๆน้อยๆ ก็กลับมายังสถานีที่เราฝากกระเป๋าไว้ หลังจากได้กระเป๋า เราก็เดินตามทางใต้ดินมาทะลุที่สถานี Keisei-Ueno เพื่อนั่งรถไฟมายังสนามบินนาริตะ กลับไทย

นับว่าทริปนี้ไม่ได้อะไรเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ว่าจะเที่ยวหรือช้อปปิ้ง แต่เราก็เตรียมใจมาตั้งแต่แรกแล้วว่า เวลาแค่ 3 วัน ในโตเกียว เราจะเอาอะไรมากมาย คิดว่ามาพักร้อนกันชิวชิวดีกว่า ทริปนี้เบ็ดเสร็จทั้งตั๋วเครื่องบินที่พักอาหารและจิปาถะ น่าจะประมาณ 18,000 บาท แม้จะมาญี่ปู่นหลายครั้ง ครั้งนี้อาจไม่ประทับใจนัก เพราะอากาศร้อนเหลือเกิน  แต่ไม่เข็ดนะ สำหรับญี่ปุ่นแล้วเราคงจะกลับมาอีกสักครั้งแน่นอน.